ถ้าช่วงต้นปีที่ผ่านมา หนังแอ๊คชั่นที่ผมว่าสนุกที่สุดคือ taken แนะนำให้ใครดู
ไม่มีใครผิดหวัง ลากยาวมาจนถึงปลายปีก็ยังไม่เจอเรื่องไหนดุ มันส์เท่า
ผทหยิบ public enemy no.1 มาดู โดยไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงเพราะเครดิต
ที่ว่า เป็นหนังฝรั่งเศสเรื่องที่ทำออกขายตลาดโลกแต่ดันไปตั้งชื่อซ้ำกับ
หนัง จอห์นนี่ เด็ปป์ ซะงั้นก็เลยต้องตั้งชื่อต่อท้ายว่า no.1 และยังเป็นหนัง
ที่สร้างจากเรื่องจริง พูดถึงจอมโจรปล้นธนาคารชื่อดังในประวัติศาสตร์อีก
เช่นกัน เรื่องนี้พูดถึง ฌ๊าค เมส์รีน โจรปล้นธนาคารของฝรั่งเศสที่ปฏิบัติการ
อยู่ในช่วงปี1960-1979 ได้ วินเซ็นต์ คาสเซิล ดาราซูเปอร์สตาร์ของฝรั่งเศส
สามีตัวจริงของสุดสวย โมนิก้า เบลูคชี่ คาสเซิล เคยปรากฏหน้าตา
ให้เห็นในหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องอย่าง ocean twelve,ocean thirteen,
elizabeth  คาสเซิล เล่นหนังมาแล้วกว่า50เรื่องด้วยหน้าตาที่ไม่ใช่พระเอก
นักเลยต้องผ่านบท โฉดๆมาหลายหน บท ฌ๊าค เลยเล่นได้สบายๆ ถึงแม้หน้า
ตาจะไม่ได้ละม้าย ฌ๊าค ตัวจริงเลยแม้แต่น้อย

หนังกำกับโดย ผู้กำกับ ณอง ฟรองซัวร์ ริเชต์   ฝีมือเชื่อถือได้ เพราะเคย
ทำหนังฮอลลีวู้ดยิงแหลกเรื่อง assault onprecint 13 ได้มันส์มาก ริเชต์
ทำ public enemy no.1 ออกมาได้ สนุกมากๆ ต้องย้ำว่าสนุกจริงๆ ขนาด
ที่ว่าหนังมีเนื้อหาที่ยาวมากขนาดต้องซอยแบ่งออกเป็นสองภาค ภาคแรก
1ชั่วโมง40นาที ภาคสอง2ชั่วโมง รวมๆแล้ว 3 ชั่วโมง 40 นาที เนื้อเรื่อง
ก็ยังเดินเร็วไม่ยืดยาด ไม่มีบทสนทนานานๆ ฉากแอ๊คชั่นออกมาบ่อยให้ความ
รู้สึกของหนังแอ๊คชั่นครบถ้วน มีฉากสาดกระสุนปืนพก ปืนกล นับไม่ถ้วน ฉาก
ขับรถไล่ล่า ฉากแหกคุก ปล้นคาสิโน ปล้นธนาคาร การเดินเรื่องกระชับ เนื้อ
หาเข้มข้น ชวนติดตามตลอดเวลา โดยภาคแรกจะเน้นหนักไปในยุคห่าม ห้าว
ของ ฌ๊าค ที่ตระเวณปล้นแหลกแล้วแหกคุก พอภาคสอง ก็ลดควาามดุดันลง
หน่อยเพราะมาพูดถึง ฌ๊าค ในวัยที่มากขึ้น จะเป็นเรื่องราวของการหนีมาก
กว่าปล้น

หนังเริ่มเรื่องด้วยฉากจุดจบของ ฌ๊าค ที่โดนมือปืนสี่คนสาดกระสุนปืนกล
จากท้ายรถบรรทุกเข้าใส่ ฌ๊าค ที่ขับบีเอ็มจอดต่อท้ายรถบรรทุกคันนั้นอยู่
หนังไม่จำเป็นต้องปิดบังฉากจบ เพราะ ฌ๊าค เป็นอาชญากรชื่อดัง ที่ชาว
ฝรั่งเศส รู้จักกันดี สิ้นฉากนองเลือดหนังตัดกลับไปเริ่มเรื่องเอาตั้งแต่ ฌ๊าค
ปลดประจำการจากทหาร กลับมาบ้านไม่มีงานทำ เจอเพื่อนเก่าที่ดูมีเงินใช้
มีรถหรูขับ ณ๊าค ดูสนใจงานนอกกฏหมายที่เพื่อนทำเลยเข้าร่วมแก๊งและนั่น
คือจุดเริ่มต้นที่ ฌ๊าค เดินเข้าสู่วงการอาชญากร ฌ๊าค เข้าร่วมแก๊งปล้นธนา
คาร โดยมี กิ๊ดโด้ รับบทโดย รุ่นใหญ่ เจอราด เดอปาดิเย ที่ดูแก่ตัว
ลงไปเยอะ ฌ๊าค ปล้นธนาคารจนชำนาญ อย่างสนุกสนาน แต่แล้วก็พลาดท่า
ฌ๊าค ติดคุกครั้งแรก เมื่อพ้นโทษออกมา ณ๊าค ทิ้งเมียและลูกสาม เดินกลับ
ไปหากิ๊ดโด้ ที่คราวนี้เลือกที่จะปล้นคาสิโนของเจ้าพ่อ แต่ก็ถูกเจ้าพ่อตามเก็บ
ฌ๊าค ได้คู่หูใหม่เป็นสาวสวย หนีเจ้าพ่อไปอเมริกา ไปปล้นที่อเมริกาต่อ ก่อน
โดนตำรวจอเมริกันจับได้ส่งตัวกลับ ฌ๊าค โดนจับเข้าคุกมืดขังเดี่ยว ที่คุกนี้
ฌ๊าค เจอพัศดีจอมโหด ที่ซ้อม ฌ๊าคทุกวันแล้วโยนเข้าคุกมืด ฌ๊าคทนทุกข์
ทรมานอย่างหนัก แต่ก็วางแผนแหกคุกสำเร็จ หลังจากออกมาได้ก็ตั้งตนเป็น
ปฏิปักษ์กับระบอบยุติธรรม ชีวิตหลังจากนี้ ฌ๊าคยังปล้นธนาคาร คาสิโน รวม
ไปถึงเรียกค่าไถ่อยู่เรื่อยๆ ฌ๊าคถนัดทั้งทำงานคู่และกลุ่ม ตลอดเรื่องมีเพื่อน
ร่วมขบวนการนับสิบ หนังฉลาดที่จะไม่เสียเวลาแนะนำเพื่อนร่วมขบวนการของ
ฌ๊าค เลยสักคน เริ่มงานใหม่ ก็มีหน้าใหม่โผล่มาถ้าไม่พลาดท่าตายไป ก็ถอน
ตัวไป จึงไม่จำเป็นต้องให้คนดูไปเสียเวลาจำชื่อตัวละคร มีเพียง เบสเซ่ เพื่อน
ร่วมขบวนการคนสุดท้ายที่รับบทโดย แมทธิว อมาลิค ที่เคยรับบทตัวร้ายจาก
quantum of solace เบสเซ่ เป็นเพื่อนร่วมขบวนการกับ ฌ๊าค อยู่หลายปีผูกพัน
เพราะแหกคุกรอบสุดท้ายมาด้วยกัน ก่อนที่จะตีจาก ฌ๊าค ไปเพราะทนกับความ
อีโก้ของ ฌ๊าค ไม่ได้ที่ชอบให้สัมภาษณ์ผ่านนิตยสารว่าจะล้มล้างกระบวนการยุติธรรม

หนังฉลาดที่แปะหัวตั้งแต่เริ่มเรื่องว่า ภาพยนตร์ทุกเรื่องล้วนแล้วแต่มีการเสริมเติม
แต่งเพื่อความบันเทิง จึงทำให้ไม่รู้ว่าเท็จจริงแล้ว ตัวณ๊าค เอง เก่งกาจ เข้าขั้นอัจฉริยะ
ได้อย่างที่เห็นในหนังจริงหรือไม่ ถึงแม้หนังจะสร้างจากหนังสือที่เขียนโดยตัว ฌ๊าค
เองความอัจฉริยะในทางด้านทุจริตของ ฌ๊าค อดทำให้นึกถึง แฟรงค์ อบาเนลไม่ได้
อาชญากรนักต้มตุ๋นที่มีตัวตนจริงของอเมริกาที่เคยหยิบเอาด้านอัจฉริยะมาสร้างเป็นหนัง
ได้สนุกเหมือนกัน ต่างที่ว่า public enemy no.1 เน้นหนักไปทางด้านแอ๊คชั่น แต่เสียเปรียบ
ที่ว่า หนังยังไม่ได้ บริษัท ฮอลลีวู้ด ทำตลาดจัดจำหน่ายให้

ตลอดเรื่องที่ตัว ฌ๊าค ปรากฏตัวบนจอมากกว่า 90เปอร์เซ็นต์ ทำให้คนดูสัมผัสตัวตน
ของ ฌ๊าค ได้ดี ฌ๊าคเป็นโจรที่มีไหวพริบสูง หัวไว ไม่ตระหนกหรือสติแตกง่ายๆ
เอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันได้ดี เราจะเห็นไหวพริบของ ฌ๊าค ได้ตั้งแต่งานแรก
เลย การแหกคุกแต่ละครั้ง ฌ๊าค เป็นคนวางแผนเองคนเดียว เดินมองๆคุกแป๊ปเดียวก็คิด
แผนการออก ฌ๊าค มั่นใจกับการแหกคุกของเขาเสมอ ถึงกับประกาศต่อหน้าศาลเลยว่า
"จับผมเลย แล้วผมจะแหกคุกให้ดู ไม่มีคุกไหนขังผมได้หรอก" ไม่นานหลังจากนั้น ฌ๊าค
ก็แหกคุกได้จริงๆ ครั้งหนึ่ง ฌ๊าค เคยแม้กระทั่งจับผู้พิพากษา ในศาลเป็นตัวประกัน แล้ว
หนีออกจากศาลไปได้

ฌ๊าค เป็นอาชญากรอารมณ์ดี เป็นคนพูดไป ยิ้มไป ตลอดเวลา ทั้งกับเพื่อนและตัวประกัน
เป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เฉพาะเมียที่เห็นในเรื่องนี่ก็3คนแล้ว แล้วแต่ละคนสวยสุดๆทั้งนั้น
แต่สุดท้าย ฌ๊าค ก็เลือกเพื่อน ฉากที่เลวที่สุด ก็คือ เมียห้ามไม่ให้ ฌ๊าค กลับไปปล้น
ฌ๊าค ตบเมีย เอาปืนกรอกปากเมีย แล้วตะโกน "จำไว้กูเลือกเพื่อนเสมอ" แล้ว ฌ๊าค
ก็ทำอย่างที่พูดจริงๆ ฌ๊าค ไม่เคยทิ้งเพื่อน มีแต่เพื่อนตายจาก หรือแยกจากเขาไปเอง
แม้กระทั่ง เพื่อนที่ไม่รู้จัก วิ่งตามตอนแหกคุกมาด้วยกัน โดนยิ้งนอนดิ้นอยู่กับเพื่อน
ฌ๊าค ก็จอดรถรอจนเพื่อนโดนยิงตายไปต่อหน้า มีอยู่คราวหนึ่ง ฌ๊าค ให้สัญญากับ
ขาใหญ่ในคุกว่า ให้หาคีมตัดลวดให้เขา เมื่อเขาหนีออกไปได้ จะกลับมาช่วย ฌ๊าค
รักษาสัญญาจริงๆ หลายวันให้หลัง ฌ๊าค ซิ่งรถกลับมาพร้อมอาวุธเต็มคัน กลายเป็น
ฉากดวลปืนสุดมันส์ ที่ ฌ๊าค ถล่มใส่ผู้คุมหวังจะมาช่วยเพื่อนออกจากคุกให้ได้จริงๆ
ฌ๊าค เป็นต้นแบบของ อาชญากรพันหน้าที่เราเคยเห็นกันในหนังฮอลลีวู้ด ได้ดูเรื่อง
นี้เลยเพิ่งรู้ว่า มีโจรที่ปลอมหน้าแบบนี้ได้จริงๆด้วย ในเรื่องเราจะได้เห็น หน้าตาแบบ
ต่างๆของ ฌ๊าค ไม่ต่ำกว่า10โฉมหน้า เป็นจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมทีมงานเมคอัพ ที่สร้าง
สรรใบหน้าต่างๆของ ฌ๊าค ออกมาได้ดี รวมถึงพัฒนาการรูปร่างของ ฌ๊าค ตั้งแต่หนุ่ม
สะโอดสะองจนเป็น ชายวัยกลางคนลงพุง ที่มีฉากถอดเสื้อให้ดูว่านี่พุงจริงๆนะ

มองในด้านดี ฌ๊าค เป็นอาชญากรที่มีคุณธรรมสูง ฌ๊าคไม่เคยฆ่าตัวประกันเลย
มีครอบครัวตัวประกันที่ช่วยพาเขาหลบหนี ณ๊าค ยังมีทิปให้ด้วยถึง 100,000 ฟรังซ์
แต่ด้านที่ร้ายที่สุด ก็คือ ฌ๊าค ไม่เคยรับผิดชอบครอบครัวเลย ทิ้งลูก ทิ้งเมีย ไว้กับพ่อ
แม่ตัวเอง แล้วก็ไม่ได้กลับมาเหลียวแล ฉากที่ประทับฉากหนึ่งในหนัง คือ ฉากที่ลูกสาว
มาเยี่ยมฌ๊าค ในคุกแล้วพูดว่า "พ่อติดอยู่อย่างนี้ก็ดีอย่างหนึ่ง คืออย่างน้อยหนูก็รู้ว่า
จะมาหาพ่อได้ที่ไหน" แล้ววันที่ ฌ๊าค ตัดสินใจผิดพลาดที่สุด ก็คือการตัดสินใจเป็น
ศัตรูกับนักข่าว เป็นฉากสังหารโหดที่สุดที่ ฌ๊าค เคยกระทำ ซึ่งเป็นเหตุให้ย้อนกลับมา
ถึงฉากอวสานของตัวเขาเอง

public enemy no.1 จัดได้ว่าเป็นก้าวที่กล้าอีกก้าวของวงการหนัง ฝรั่งเศส ที่ออกมา
ตบเท้าร่วมอุดมการณ์ กับ ลุค เบซอง ที่เปิดบริษัททำหนังแอ๊คชั่นอยู่บริษัทเดียวใน
ฝรั่งเศส หนังน่าจะไปได้ดีในตลาดโลก นั่นย่อมเป็นผลดีกับคนดูแน่ๆ ที่ทำให้มีทาง
เลือก ได้เสพรสชาติที่แตกต่างจาก ฮอลลีวู้ดตลาดใหญ่มากขึ้น น่าติดตามครับ
สำหรับหนังแอ๊คชั่นจากฝรั่งเศสที่ต้นปี taken ก็มาจากฝรั่งเศสเช่นเดียวกัน

แนะนำครับ สนุกจริงๆ ไม่ผิดหวัง



 

edit @ 27 Nov 2009 17:17:10 by thejui

edit @ 27 Nov 2009 17:18:16 by thejui

2012:ทะลุขีดจำกัดงานCG

posted on 13 Nov 2009 17:12 by thejui  in movies
สนุกครับ ดูได้เลยไม่ต้องคิดมาก หนังลงทุน260ล้านเหรียญแบบนี้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีหนังฮอลลีวู้ดผลาญเงินขนาดนี้มาให้เราได้ดูกันอีก
น่าตามดูผล ว่าหนังจะได้ทุนคืนภายในกี่วัน ถือว่าเป็นผลดีไป ที่หนัง
เสร็จไม่ทันซัมเมอร์ปี2009 เลยต้องเอามาฉายปลายปีแบบนี้ เลยไม่มี
หนังฟอร์มใหญ่มาเป็นคู่แข่ง

ในด้านความบันเทิง 2012 ตอบสนองได้เกินร้อยครับ ได้ลุ้น ได้ตื่นตา
ตื่นใจตลอด 140 นาที ในด้านคุณภาพก็ไม่ได้มีอะไรเกินกว่าหนังตลาด
ที่สนองความต้องการผู้ชมส่วนใหญ่ หวังผลกำไรอย่างเดียว ผู้กำกับ
โรแลนด์ เอ็มเมอริช ที่ทำหน้าที่เขียนบทด้วย ไม่ได้พยายามคิด เขียน
เรื่องราวให้ฉีกแตกต่างจากสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้ ที่สร้างมาก่อน
หน้านับร้อยนับพันเรื่อง ตัวเอกยังคงเป็นนักวิทยาศาสตร์ และคู่สามี-
ภรรยา ที่เลิกกันแล้วต้องมาร่วมสถานการณ์คับขันแล้วเห็นใจกัน
พระเอกยังต้องปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายช่วยเหลือประชาชนในฉาก
ไคลแม็กซ์แต่ความซ้ำซากเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นจุดด้อยที่เป็นปัญหา
ในการเดินเรื่องของหนังแต่อย่างใด เพราะพระเอกจริงๆของเรื่องคือ
ฉาก cg ที่ดาหน้ากันออกมาทุกๆนาที ทุกๆช็อตที่ออกมามีแต่คำว่า
เสมือนจริง แนบเนียบไร้ที่ติ ให้เห็นกันจะๆช้าๆ ไม่มีแบบผ่านๆแว็บๆ
แน่นอนว่าฉากหลักที่เด่นที่สุดคือฉากที่เราเห็นผ่านตากันไปแล้ว ใน
หนังตัวอย่าง ที่พระเอกจอห์น คูแซ็คขับรถพาลูก-เมียหนีตาย
ในแคลิฟอร์เนีย แล้วมาต่อด้วยเครื่องบินเล็ก ขับหนีตึกถล่ม ทางด่วน
ถล่ม ถ้ามองกันดีๆ ในตึก ในรถทพังทลายเห็นคนกำลังวิ่ง ห้อยโหน
เกาะบ้าง ร่วงบ้างกันอยู่ตลอด แต่หนังไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ฉากใหญ่ๆใน
เรื่องยังมีอีกมาก ที่ไม่ได้เห็นในตัวอย่างคือ ฉากแผ่นดินร้อนจน
ประทุออกมาเป็นระเบิดลาวาลูกใหญ่เท่านิวเคลียร์ ครอบครัวพระเอก
ต้องขับเครื่องบินหนีระเบิดที่ยิงสะเก็ดออกมาเป็นหินร้อนลาวา
ฉากสึนามิ ที่พาเอาเรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ john f. kenedy มาถล่ม
ใส่ทำเนียบขาวอีกด้วย  ฉากสึนามิถล่มยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ฉากเรือ
โนอาห์เจ็ดลำ เอ็มเมอริช ยังสนุกกับการเอาสถานที่สำคัญๆต่างๆใน
โลก มาทำลายให้ดูกันจะๆอย่างสนุกสนาน

เอ็มเมอริช ยังฉลาดในการเลือกใช้ดาราระดับกลางๆ ที่รู้ว่าหนังแบบ
นี้ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตัวแพงๆจ้างดาราแม่เหล็กมาหรอก
เพราะหน้าหนังที่ขายงานcgกันเห็นๆกับ ชื่อตัวผู้กำกับเองก็ดึงคนดูมา
ได้แน่ๆอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ถึงกับไปใช้บริการดาราโนเนมที่ดูจะลดเกรดหนัง
ลงไป จอห์น คูแซ็ค เลยกลายเป็นตัวเลือกที่ถือว่าโชคดีที่ได้มีผลงาน
หนังฟอร์มใหญ่แบบนี้ในเครดิตอีกเรื่อง รายนี้หน้าตาแกยังดูเท่าเดิมตอน
ที่เล่น con air1997 อยู่เลย คูแซ็ครับบทเป็น แจ๊คสัน เคอร์ติส นักเขียน
จนๆที่มีผลงานเรื่องสั้นที่ขายได้ แค่400กว่าเล่ม มีอาชีพหลักเป็นพนักงาน
ขับรถลีมูซีนให้มหาเศรษฐีรัสเซีย แจ๊คสันมีเมียที่เลิกรากันไป เคท
รับบทโดย อเแมนดา พีท(นางเอกจาก the  whole nine yards) มีลูก
ด้วยกันสองคน โนอาห์ กับ ลิลลี่ เคทมีสามีใหม่ กอร์ดอน เป็นหมอศัลยกรรม 
วันเกิดเหตุแจ๊คสัน ทำเหมือนครอบครัวอเมริกัน ทั่วไปที่เราเห็นใน
หนังฝรั่ง พ่อมารับลูกไปเที่ยววันหยุด วันนี้แจ๊คสันมารับ โนอาห์ กับลิลลี่
ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน กลับพบว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทะเลสาบแห้งผาก เจอแต่แคมป์ทหารที่มาตั้งสถานี
ทดลองกันเต็มไปหมด ที่นี่ แจ๊คสัน ได้พบกับ ดร.เอเดรียน เฮมสลีย์
ดาราผิวดำคุ้นหน้าไม่คุ้นชื่อ ที่รับผิดชอบติดตามความคืบหน้าของ
วิกฤตการณ์นี้ ที่เยลโลสโตน แจ๊คสัน ยังได้บังเอิญเจอ ชาลี ฟรอสต์
รับบทโดย วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ดีเจวิทยุเป็นฮิปปี้ท่าทางบ้าๆบอๆ ชาลี รู้เรื่อง
ราวของวิกฤตการณ์นี้ละเอียดมาก และยังรู้เบื้องหลังแผนรับมือของ
รัฐบาลอีกด้วย ชาลี เล่าถึงสาเหตุของวิกฤตการณ์ให้แจ๊คสัน และคนดูฟัง
ผ่านทางการ์ตูนเคลื่อนไหวที่ดูสนุกเข้าใจง่าย ว่าสาเหตุเกิดจากการระเบิด
ของผิวดวงอาทิตย์ และการเรียงตัวของโลกและดาวต่างๆ ทำให้แกนโลก
ร้อนส่งผลให้ความร้อนจากแกนโลกขึ้นสู่ผิวโลกจนเกิดการแตกตัว ล่อน
ของผิวโลก ด้วยเหตุนี้ทำให้ แจ๊คสัน รู้ทางหนีทีไล่ก่อนชาวบ้านทั่วไป
และรีบพาครอบครัวหนีจากคาลิฟอร์เนีย ได้แบบฉิวเฉียด

ดร.เอเดรียนเป็นตัวละครหลักอีกคนนึงของเรื่อง ที่เป็นคนเจอเบาะแสวิกฤติการณ์โลกแตกนี้มาตั้งแต่ปี 2009 แล้วรีบนำเรื่องไปยื่นกับ คาร์ล เอนเฮาเซอร์ (เลขาหรือที่ปรึกษาประธานาธิบดีเนี่ยแหละ)รับบทโดย โอลิเวอร์ แพล็ต ดารารุ่นเก่าที่ไม่เห็นหน้ามานานแล้ว คาร์ล ต้องรับหน้าที่ตัวร้ายของเรื่องไปโดยปริยายที่หนังแนวนี้ ต้องมีตัวร้ายสักคนไว้เป็นอุปสรรคให้ฝ่ายพระเอกเผชิญสักหน่อย แต่บทยังไม่ร้ายจนถึงขั้นเลวจนน่าตื้บนัก

แดนนี่ โกลเวอร์ น้าเมอทัพ จากleathal weapon มารับบทประธานาธิบดี โธมัส วิลสัน แดนนี่ เปิดตัวมาในบทประธานาธิบดีด้วยลุคที่ขัดตา
เพราะยังขาดความสง่า เกรงขาม พอที่จะมายืนในตำแหน่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดีผิวดำผมชอบ เดนนิส เฮย์เบิร์ตจากซีรี่ย์24 ที่สุด ดูเหมาะจริงๆ
แต่พอดูๆไปถึงเข้าใจในการเลือก แดนนี่ มารับบทประธาธิบดีในเรื่องนี้ เพราะประธานาธิบดี โธมัส นี่เป็น ปธน.ที่โชคร้าย ตามบทที่พูดว่า
"ผมต้องเป็น ปธน.คนสุดท้ายของอเมริกา" ต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องยอมรับกับโชคชะตา อยู่เป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน ต้องเล่นด้วยสายตา
ที่โศกเศร้า ลาลูกลาประชาชน เป็นบทที่ดีครับ ผิดกับ บิล พูลแมน ในบท ปธน.โธมัส วิธมอร์ จาก ID4 ที่เป็น ปธน.หนุ่มนักบู๊ ที่บทส่งให้ชนะใจคนดูล้นหลาม
หนังเต็มไปด้วยฉากให้ลุ้น เอาใจช่วยกับครอบครัวแจ๊คสันกันในหลายๆฉาก ถึงรู้ว่ารอดแน่ๆ แต่ก็รอดกันแบบฉิวเฉียดกันทุกๆครั้ง
หนังยังพูดถึงตัวละครปลีกย่อยอีกมาก ที่เสริมมาเพื่อให้บทมีน้ำหนักทางด้านดราม่าบ้าง ซึ่งบทก็ค่อยๆกำจัดทิ้งไปทีละตัว ได้มีนาทีซึ้งๆบ้าง
แต่ไม่ถึงกับเศร้า ตัวละครที่เหลือก็ระเห็จไปจนถึง เรือโนอาห์ที่ชาติในกลุ่ม G8 ร่วมกันแอบสร้างขึ้นมาบนยอดเขาในจีน หนังค่อนข้างให้เครดิต
ชื่นชมกับประเทศจีนค่อนข้างมาก ในเรื่องความสามารถและความร่วมมือในการสร้างเรือ ผู้ที่มีสิทธิ์ได้ได้โดยสารไปกับเรือก็ คัดเอาระดับประมุข บุคคลสำคัญ นักการเมือง และมหาเศรษฐีที่มีเงินซื้อบัตรใบละ พันล้านยูโร เรือโนอาห์เป็นอีกฉากใหญ่ที่ทำออกมาได้เนี้ยบ นานจนดูเหมือนว่ามีเรือแบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาจริงๆ  เรือถูกออกแบบให้ดูทนๆถึกๆไม่ได้เน้นสวยงาม ดูให้เชื่อได้ว่าสร้างมาให้รับกับคลื่นสึนามิจริงๆ ตัวละครที่รอดมาได้ขึ้นเรือ ก็ยังต้องมาเจอกับวิกฤตการณ์ในเรือ ที่ต้องมานั่งลุ้นกันอีกรอบ ว่าใครจะรอด ใครจะไป
เป็นหนังที่ดูได้สนุกต่อเนื่อง 140 นาที มีช่วงพักให้คนในครอบครัวแจ๊คสันทำซึ้งคุยกันบ้างในช่วงท้ายๆ แต่ไม่ถึง5นาที ก็มีฉากใหญ่ๆ ออกมาให้ดูอีก
ไม่มีช่วงไหน ควรจะลุกไปห้องน้ำเลยครับ  คุณจะพลาดฉากสำคัญ

ผมคิดว่า มาถึงจุดนี้ 2012 คือหลักไมล์ของวงการภาพยนตร์ที่ชี้ชัดว่า ภาพcg ได้พัฒนามาถึงขีดสุดแล้ว นับจากนี้ไม่มีภาพอะไรอีกแล้ว
ที่cg ไม่สามารถเสกสรรค์ได้ มีตังซื้อตั๋วแพงๆได้ ซื้อไปเลยครับ 140นาที นั่งดูยาวๆได้ไม่เมื่อย ตื่นตาตื่นใจกับภาพcg ให้เต็มที่ ไม่เสียดายตังแน่ๆ

edit @ 13 Nov 2009 17:25:27 by thejui

ประสบการณ์ this is it

posted on 06 Nov 2009 17:50 by thejui  in movies

 

บทความนี้ไม่มีความเป็นกลาง เพราะเขียนโดยคนที่แขวนโปสเตอร์ ไมเคิล แจ๊คสัน
ไว้หัวนอนกว่า15ปี

ไปดูมาวันพุธ เพราะนึกว่าจะได้ดูราคาพิเศษ40 บาท แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกแล้ว
ว่าเป็นหนังพิเศษ ราคาแพงฉายโรงดิจิตอล ก็ต้องจ่ายไปที่นั่งละ 140 บาท

ประสบการณ์ 112 นาที เหมือนกับการได้ดูคอนเสิร์ตจริงๆ ที่ตัดสลับกับฉาก
เบื้องหลัง ทีละเพลงๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
สิบกว่าเพลง ไม่มีเพลงไหนเปิดต่อเนื่องจนจบ เป็นภาพและเสียงจากการซ้อมจริงๆ
ที่ระหว่างเพลง จะต้องมีการสั่งให้หยุดเล่น โดยผู้กำกับ kenny ortega หรือตัว ไมเคิล
เอง เพื่อ เพิ่ม เปลี่ยน แก้ ทั้งเรื่อง เสียงเพลงและคิวแดนเซอร์ ตรงนี้ขอเพิ่มเสียงเบส
ดังขึ้น ตรงนี้ขอช้าลง เร็วขึ้น อยู่ในทุกๆเพลง  เป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนรัก
และชอบฟังเพลงไมเคิลเท่านั้น

this is it ทำให้ได้เห็นภาพการทำงานเบื้องหลังของ ไมเคิล ในภาพพจน์ที่เราไม่เคย
สัมผัสไมเคิลในวัย50 ยังคงภาพลักษณ์เอวบางร่างน้อยเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่า ไมเคิล
น่าจะผอมลงด้วยซ้ำหน้าตาดูมีอายุสมกับวัย50 ถึงแม้จะผ่านศัลยกรรมมามากก็ตาม
ในวัยนี้ใบหน้าไม่เปอร์เฟ็คท์เหมือน ในยุค '95แล้ว ลีลาการเต้นของไมเคิล ยังดู
เปอร์เฟ็คท์เหมือนเดิม ท่าเต้นหุ่นยนต์ที่ในหนังฮอลลีวู้ด มักจะล้อกันว่าเชยนักเชยหนา
แต่พอไมเคิลเต้นกลับดูดี คลาสสิคไปซะงั้น หลายๆเพลงได้เห็นไมเคิล หายใจ หอบเอาเรื่อง
อยู่เหมือนกัน

ไมเคิลดูเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม มองในด้านการบริหารการทำงาน เป็นตัวอย่าง
ที่ดีครับเวลาไมเคิลจะติการทำงาน จะต้องพูดต่อว่า "ติเพื่อก่อนะ รักนะ" ปากหวานเหมือน
พี่เบิร์ดเลย พอทีมงานโห่ร้องยินดี ชื่นชม การร้องการเต้นของไมเคิล ไมเคิลก็จะตอบกลับ
เสมอว่า "god bless you"การที่มีผู้นำแบบนี้ ทำให้บรรยากาศการทำงานดีครับ ไม่เครียด แต่พอ
ถึงเรื่องดนตรี ไมเคิลจะเฮี้ยบไม่มีผ่อนปรน เอาถูกต้อง100% เพราะนี่คือการทำงานกับคนที่
เป็นเจ้าของเพลงจริงๆ ไมเคิลเป็นคน แต่งเพลงเองเกือบทุกเพลง หลายๆคนในทีมงาน
พูดเเหมือนๆกันว่า ไมเคิล รู้จักและจำเพลงของเขา เองได้ดี ละเอียดมากไม่ต้องกางโน๊ตมาเทียบ
แต่แค่ฟังก็รู้ว่าแบบไหนถูกต้อง "ผมต้องการให้เหมือน ในcd เป๊ะๆ" ดูน่าเลื่อมใสดีครับ

หนังเปิดเรื่องด้วย ฟุตเตจจากงานแถลงข่าวเปิดคอนเสิร์ต 50 รอบในลอนดอนที่ไมเคิลกล่าวว่า
นี่จะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขา  ต่อด้วยภาพและบทสัมภาษณ์บรรดาแดนเซอร์ ที่บินมา
ทั่วทุกสารทิศเพื่อมา ออดิชั่น  ทุกคนให้สัมภาษณ์พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า ถึงความปลาบปลื้มที่
ได้ร่วมงานคอนเสิร์ตนี้ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ร่วมงานกับคอนเสิร์ตระดับโลก
ไม่แปลกหรอกครับ ที่เราจะเห็นบรรดาแดนเซอร์ที่บินมาจากทุกมุมโลก แน่นอนว่าต้องลาออกจาก
งานมาใช้ชีวิตอยู่กับทีมงาน ภาพการออดิชั่น น่าสนใจดีครับ คนเป็นร้อยมาเต้นบนเวทีพร้อมๆกัน
แล้วทีมงานก็นั่งดู ชี้ๆ เอาคนนี้ คนนั้น รวมทั้งตัวไมเคิลเองด้วย แต่ละคนที่ผ่านการคัดเลือก
ไม่ใช่แค่ระดับเทพ แต่ละคนนี่ฝีมือโคตรเทพ พลังงานล้นเหลือ บึกๆล่ำๆกันทั้งนั้น แล้วแต่ละคน
ที่ผ่านการคัดเลือกมานี่ เรียกได้ว่าบูชาไมเคิล กันทั้งนั้น ทำให้กำลังใจดี ไม่มีความเครียดในการทำงาน

เริ่มเพลงแรกในการซ้อมด้วย wanna be startin' something ที่โชว์การเปิดตัวได้น่าสนใจสุดๆ
หุ่นยนต์vtr ที่ทั้งตัวเป็นจอภาพ โผล่ขึ้นมากลางเวที แล้วส่วนแขน ขา ตัว หัวค่อยๆเปิดออก เป็นไมเคิล
ยืนอยู่ข้างในตัวหุ่น เท่มาก ภาพการซ้อมเพลงฮิตแต่ละเพลงที่เป็นที่รู้จัก ไล่เรียงออกมาเรื่อยๆ
billie jean,beat it,jam,the way you make me feel เราได้เห็นภาพ การโชว์ในแต่ละเพลง แสง สี
เครื่องแต่งกาย ทีมงานระดับโลกที่ต่างมาทำด้วยใจกันทั้งนั้น เพราะเครดิตการทำงานกับคอนเสิร์ตนี้
ถือได้ว่าเป็นผลงานอ้างอิงอย่างดีในประสบการณ์การทำงาน ทำให้แต่ละเพลงบนเวที ล้วนน่าสนใจ
และตื่นตาตื่นใจ ภาพ mv ประกอบที่ฉายโชว์ในจอด้านหลังทุกภาพถ่ายทำขึ้นใหม่หมด
เพลงsmooth criminal ก็เอาไมเคิล ไปตัดต่อรวมกับหนังโบราณ ยุคขาว-ดำ ที่ดูกลมกลืนดีมาก
ภาพแดนเซอร์ใส่ชุดนักรบอวกาศ ที่ถ่ายทำบนบลูสกรีน ขยายจำนวนให้กลายเป็นกองพัน
เต้นประกอบเพลงไปพร้อมเพรียงกัน เพลงเด่นอย่าง thriller เพลงผีที่โด่งดังที่สุด ก็ถ่ายทำใหม่
ในระบบ 3d แต่ยังคงท่าเต้นเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นคอนเสิร์ตที่น่าดูมาก เรียกว่าถ้าเกิดขึ้นจริง
คนที่ได้ชมนี่น่าอิจฉามาก ถ้ามีเงินต้องบินไปดูสถานเดียวครับ เป็นคอนเสิร์ตที่โคตรยิ่งใหญ่
สมกับการกลับมาของ king of pop จริงๆไม่แปลกที่บัตรทั้ง 50 รอบหมดเกลี้ยง

ภาพประกอบดนตรีที่ถ่ายทำขึ้นมาใหม่ได้สวยมากคือเพลง the earth song ที่ถ่ายทำสวยมากจนไมเคิล ออกปากชม
เป็นภาพเด็กผู้หญิงวิ่งเล่นอยู่ในป่า แสงแดดสีส้มส่องผ่านต้นไม้เป็นลำ เด็กหญิงนอนหลับไปบนพื้นหญ้า
ตื่นขึ้นมา พบว่าป่ากำลังถูกทำลาย ลุกเป็นไฟ ต้นไม้หายเกลี้ยง เหลือเพียงแต่ฝุ่นสีน้ำตาล แล้วจึงตัดเข้าเพลง
the earth song นี่คืออีกจุดที่น่าชื่นชม ในด้านความรับผิดชอบต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ ที่ไมเคิลตั้งใจสื่อออกมาในหลายๆบทเพลง
ของเขา ตั้งแต่ we are the world,earth song,black or white,they don't care about us,heal the world ล้วนแสดงให้เห็นว่า ไมเคิลไม่ได้คิดแค่ตักตวง
รายได้ผลประโยชน์จากชื่อเสียงอย่างเดียว แต่กลับใช้โอกาสที่เขามี เรียกร้อง รณรงค์ ปลุกสำนึกผ่านบทเพลงของเขา
ในหนังเราจะเห็นว่า ไมเคิลไม่ได้พูดถึงความรับผิดชอบนี้แต่เพียงฉากหน้า หลังเวที ไมเคิลก็ยังพูดถึงความวิตกกังวลต่อสภาพแวดล้อมของโลก
กับทีมงานเบื้องหลังของเขา และทิ้งท้ายเป็นปริศนา ว่า"เหลืออีกแค่4ปี" ทำให้สงสัยว่าไมเคิลรู้ว่า 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้นหรือ

ในช่วงท้าย มีสัมภาษณ์นักดนตรี คนละสั้นๆ ที่แต่ละคน หน้าตาไม่คุ้นเลย ไมเคิลยังคงคอนเซ็ปท์เดิมมา
ตั้งแต่ชุด history ที่ มือกีตาร์นำ จะต้องเป็นหญิงผมเงิน ในคอนเสิร์ตนี้ ได้สาวชื่อแปลก orianthi ลีลาการ
โซโล่ไปเคี้ยวหมากฝรั่งไป ดูเท่และเซ็กซี่ดีครับ

คอนเสิร์ต กำกับโดย kenny ortega  เคนนี่ เป็นคนออกแบบท่าเต้นให้หนังดังๆหลายเรื่องมาตั้งแต่ยุค '80
อย่าง salsa,dirty dancing และเป็นผู้กำกับคอนเสิร์ตครั้ง dangerous world tour และ history world tour
ให้กับ ไมเคิลด้วย เก่งครับ อายุ60แล้ว ยังแข็งแรงออกแบบท่าเต้นให้ได้อยู่เลย  เวลาทำงานกับไมเคิล
ดูต่างคนต่างเกรงใจ และให้ความเคารพกันดี
ภาพคอนเสิร์ตปิดท้ายด้วยเพลง man in the mirror เพลงหนึ่งของไมเคิล ที่ผมชอบมากที่สุด เป็นเพลง
สอดแทรกสาระ ที่ฟังกี่ทีก็ยังไพเราะ

แน่นอนว่า ภาพที่ตัดต่อมานำเสนอ จะต้องเฟ้นเฉพาะภาพที่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์และความรู้สึกอันดี
ต่อตัวไมเคิล ก็ถือว่าได้ผลครับ สำหรับผมคนที่รักไมเคิล คนหนึ่งก็ยินดีและพอใจที่จะรับรู้แต่แง่มุมนี้
จาก this is it ดูแล้วก็รักไมเคิลมากขึ้น  ยิ่งรับรู้ว่าจะไม่ได้เห็นภาพและผลงานอะไรจากไมเคิลอีกแล้ว
ยิ่งทำให้มีความสุขในการชมมากขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่คิดว่าจะไปดูดีหรือไม่ บอกได้ว่าไม่จำเป็นครับที่จะต้องดูในโรงภาพยนตร์  ภาพคอนเสิร์ต
กึ่งสารคดี ดูที่บ้านได้อรรถรสใกล้เคียงกันถ้าต่อเครื่องเสียง ลำโพงรอบทิศทางก็กระหึ่มไม่แพ้กัน
แต่ถ้าอยากดูภาพไมเคิล ใหญ่ๆ ดูโรงดิจิตอลเลยครับ ภาพคมชัด ดีจริงๆ

ผมว่าไมเคิล ยังไม่ตายหรอกครับ นี่คือการสมคบคิดสร้างภาพครั้งยิ่งใหญ่ของโลก คิดเหมือนผมไหม









edit @ 6 Nov 2009 18:02:51 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:04:13 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:06:33 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:07:25 by thejui