ประสบการณ์ this is it

posted on 06 Nov 2009 17:50 by thejui  in movies

 

บทความนี้ไม่มีความเป็นกลาง เพราะเขียนโดยคนที่แขวนโปสเตอร์ ไมเคิล แจ๊คสัน
ไว้หัวนอนกว่า15ปี

ไปดูมาวันพุธ เพราะนึกว่าจะได้ดูราคาพิเศษ40 บาท แต่ก็มีข้อยกเว้นอีกแล้ว
ว่าเป็นหนังพิเศษ ราคาแพงฉายโรงดิจิตอล ก็ต้องจ่ายไปที่นั่งละ 140 บาท

ประสบการณ์ 112 นาที เหมือนกับการได้ดูคอนเสิร์ตจริงๆ ที่ตัดสลับกับฉาก
เบื้องหลัง ทีละเพลงๆ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
สิบกว่าเพลง ไม่มีเพลงไหนเปิดต่อเนื่องจนจบ เป็นภาพและเสียงจากการซ้อมจริงๆ
ที่ระหว่างเพลง จะต้องมีการสั่งให้หยุดเล่น โดยผู้กำกับ kenny ortega หรือตัว ไมเคิล
เอง เพื่อ เพิ่ม เปลี่ยน แก้ ทั้งเรื่อง เสียงเพลงและคิวแดนเซอร์ ตรงนี้ขอเพิ่มเสียงเบส
ดังขึ้น ตรงนี้ขอช้าลง เร็วขึ้น อยู่ในทุกๆเพลง  เป็นหนังที่เหมาะสำหรับคนรัก
และชอบฟังเพลงไมเคิลเท่านั้น

this is it ทำให้ได้เห็นภาพการทำงานเบื้องหลังของ ไมเคิล ในภาพพจน์ที่เราไม่เคย
สัมผัสไมเคิลในวัย50 ยังคงภาพลักษณ์เอวบางร่างน้อยเหมือนเดิม ผมรู้สึกว่า ไมเคิล
น่าจะผอมลงด้วยซ้ำหน้าตาดูมีอายุสมกับวัย50 ถึงแม้จะผ่านศัลยกรรมมามากก็ตาม
ในวัยนี้ใบหน้าไม่เปอร์เฟ็คท์เหมือน ในยุค '95แล้ว ลีลาการเต้นของไมเคิล ยังดู
เปอร์เฟ็คท์เหมือนเดิม ท่าเต้นหุ่นยนต์ที่ในหนังฮอลลีวู้ด มักจะล้อกันว่าเชยนักเชยหนา
แต่พอไมเคิลเต้นกลับดูดี คลาสสิคไปซะงั้น หลายๆเพลงได้เห็นไมเคิล หายใจ หอบเอาเรื่อง
อยู่เหมือนกัน

ไมเคิลดูเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อม มองในด้านการบริหารการทำงาน เป็นตัวอย่าง
ที่ดีครับเวลาไมเคิลจะติการทำงาน จะต้องพูดต่อว่า "ติเพื่อก่อนะ รักนะ" ปากหวานเหมือน
พี่เบิร์ดเลย พอทีมงานโห่ร้องยินดี ชื่นชม การร้องการเต้นของไมเคิล ไมเคิลก็จะตอบกลับ
เสมอว่า "god bless you"การที่มีผู้นำแบบนี้ ทำให้บรรยากาศการทำงานดีครับ ไม่เครียด แต่พอ
ถึงเรื่องดนตรี ไมเคิลจะเฮี้ยบไม่มีผ่อนปรน เอาถูกต้อง100% เพราะนี่คือการทำงานกับคนที่
เป็นเจ้าของเพลงจริงๆ ไมเคิลเป็นคน แต่งเพลงเองเกือบทุกเพลง หลายๆคนในทีมงาน
พูดเเหมือนๆกันว่า ไมเคิล รู้จักและจำเพลงของเขา เองได้ดี ละเอียดมากไม่ต้องกางโน๊ตมาเทียบ
แต่แค่ฟังก็รู้ว่าแบบไหนถูกต้อง "ผมต้องการให้เหมือน ในcd เป๊ะๆ" ดูน่าเลื่อมใสดีครับ

หนังเปิดเรื่องด้วย ฟุตเตจจากงานแถลงข่าวเปิดคอนเสิร์ต 50 รอบในลอนดอนที่ไมเคิลกล่าวว่า
นี่จะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเขา  ต่อด้วยภาพและบทสัมภาษณ์บรรดาแดนเซอร์ ที่บินมา
ทั่วทุกสารทิศเพื่อมา ออดิชั่น  ทุกคนให้สัมภาษณ์พร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า ถึงความปลาบปลื้มที่
ได้ร่วมงานคอนเสิร์ตนี้ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่จะได้ร่วมงานกับคอนเสิร์ตระดับโลก
ไม่แปลกหรอกครับ ที่เราจะเห็นบรรดาแดนเซอร์ที่บินมาจากทุกมุมโลก แน่นอนว่าต้องลาออกจาก
งานมาใช้ชีวิตอยู่กับทีมงาน ภาพการออดิชั่น น่าสนใจดีครับ คนเป็นร้อยมาเต้นบนเวทีพร้อมๆกัน
แล้วทีมงานก็นั่งดู ชี้ๆ เอาคนนี้ คนนั้น รวมทั้งตัวไมเคิลเองด้วย แต่ละคนที่ผ่านการคัดเลือก
ไม่ใช่แค่ระดับเทพ แต่ละคนนี่ฝีมือโคตรเทพ พลังงานล้นเหลือ บึกๆล่ำๆกันทั้งนั้น แล้วแต่ละคน
ที่ผ่านการคัดเลือกมานี่ เรียกได้ว่าบูชาไมเคิล กันทั้งนั้น ทำให้กำลังใจดี ไม่มีความเครียดในการทำงาน

เริ่มเพลงแรกในการซ้อมด้วย wanna be startin' something ที่โชว์การเปิดตัวได้น่าสนใจสุดๆ
หุ่นยนต์vtr ที่ทั้งตัวเป็นจอภาพ โผล่ขึ้นมากลางเวที แล้วส่วนแขน ขา ตัว หัวค่อยๆเปิดออก เป็นไมเคิล
ยืนอยู่ข้างในตัวหุ่น เท่มาก ภาพการซ้อมเพลงฮิตแต่ละเพลงที่เป็นที่รู้จัก ไล่เรียงออกมาเรื่อยๆ
billie jean,beat it,jam,the way you make me feel เราได้เห็นภาพ การโชว์ในแต่ละเพลง แสง สี
เครื่องแต่งกาย ทีมงานระดับโลกที่ต่างมาทำด้วยใจกันทั้งนั้น เพราะเครดิตการทำงานกับคอนเสิร์ตนี้
ถือได้ว่าเป็นผลงานอ้างอิงอย่างดีในประสบการณ์การทำงาน ทำให้แต่ละเพลงบนเวที ล้วนน่าสนใจ
และตื่นตาตื่นใจ ภาพ mv ประกอบที่ฉายโชว์ในจอด้านหลังทุกภาพถ่ายทำขึ้นใหม่หมด
เพลงsmooth criminal ก็เอาไมเคิล ไปตัดต่อรวมกับหนังโบราณ ยุคขาว-ดำ ที่ดูกลมกลืนดีมาก
ภาพแดนเซอร์ใส่ชุดนักรบอวกาศ ที่ถ่ายทำบนบลูสกรีน ขยายจำนวนให้กลายเป็นกองพัน
เต้นประกอบเพลงไปพร้อมเพรียงกัน เพลงเด่นอย่าง thriller เพลงผีที่โด่งดังที่สุด ก็ถ่ายทำใหม่
ในระบบ 3d แต่ยังคงท่าเต้นเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นคอนเสิร์ตที่น่าดูมาก เรียกว่าถ้าเกิดขึ้นจริง
คนที่ได้ชมนี่น่าอิจฉามาก ถ้ามีเงินต้องบินไปดูสถานเดียวครับ เป็นคอนเสิร์ตที่โคตรยิ่งใหญ่
สมกับการกลับมาของ king of pop จริงๆไม่แปลกที่บัตรทั้ง 50 รอบหมดเกลี้ยง

ภาพประกอบดนตรีที่ถ่ายทำขึ้นมาใหม่ได้สวยมากคือเพลง the earth song ที่ถ่ายทำสวยมากจนไมเคิล ออกปากชม
เป็นภาพเด็กผู้หญิงวิ่งเล่นอยู่ในป่า แสงแดดสีส้มส่องผ่านต้นไม้เป็นลำ เด็กหญิงนอนหลับไปบนพื้นหญ้า
ตื่นขึ้นมา พบว่าป่ากำลังถูกทำลาย ลุกเป็นไฟ ต้นไม้หายเกลี้ยง เหลือเพียงแต่ฝุ่นสีน้ำตาล แล้วจึงตัดเข้าเพลง
the earth song นี่คืออีกจุดที่น่าชื่นชม ในด้านความรับผิดชอบต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ ที่ไมเคิลตั้งใจสื่อออกมาในหลายๆบทเพลง
ของเขา ตั้งแต่ we are the world,earth song,black or white,they don't care about us,heal the world ล้วนแสดงให้เห็นว่า ไมเคิลไม่ได้คิดแค่ตักตวง
รายได้ผลประโยชน์จากชื่อเสียงอย่างเดียว แต่กลับใช้โอกาสที่เขามี เรียกร้อง รณรงค์ ปลุกสำนึกผ่านบทเพลงของเขา
ในหนังเราจะเห็นว่า ไมเคิลไม่ได้พูดถึงความรับผิดชอบนี้แต่เพียงฉากหน้า หลังเวที ไมเคิลก็ยังพูดถึงความวิตกกังวลต่อสภาพแวดล้อมของโลก
กับทีมงานเบื้องหลังของเขา และทิ้งท้ายเป็นปริศนา ว่า"เหลืออีกแค่4ปี" ทำให้สงสัยว่าไมเคิลรู้ว่า 4 ปีจะเกิดอะไรขึ้นหรือ

ในช่วงท้าย มีสัมภาษณ์นักดนตรี คนละสั้นๆ ที่แต่ละคน หน้าตาไม่คุ้นเลย ไมเคิลยังคงคอนเซ็ปท์เดิมมา
ตั้งแต่ชุด history ที่ มือกีตาร์นำ จะต้องเป็นหญิงผมเงิน ในคอนเสิร์ตนี้ ได้สาวชื่อแปลก orianthi ลีลาการ
โซโล่ไปเคี้ยวหมากฝรั่งไป ดูเท่และเซ็กซี่ดีครับ

คอนเสิร์ต กำกับโดย kenny ortega  เคนนี่ เป็นคนออกแบบท่าเต้นให้หนังดังๆหลายเรื่องมาตั้งแต่ยุค '80
อย่าง salsa,dirty dancing และเป็นผู้กำกับคอนเสิร์ตครั้ง dangerous world tour และ history world tour
ให้กับ ไมเคิลด้วย เก่งครับ อายุ60แล้ว ยังแข็งแรงออกแบบท่าเต้นให้ได้อยู่เลย  เวลาทำงานกับไมเคิล
ดูต่างคนต่างเกรงใจ และให้ความเคารพกันดี
ภาพคอนเสิร์ตปิดท้ายด้วยเพลง man in the mirror เพลงหนึ่งของไมเคิล ที่ผมชอบมากที่สุด เป็นเพลง
สอดแทรกสาระ ที่ฟังกี่ทีก็ยังไพเราะ

แน่นอนว่า ภาพที่ตัดต่อมานำเสนอ จะต้องเฟ้นเฉพาะภาพที่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์และความรู้สึกอันดี
ต่อตัวไมเคิล ก็ถือว่าได้ผลครับ สำหรับผมคนที่รักไมเคิล คนหนึ่งก็ยินดีและพอใจที่จะรับรู้แต่แง่มุมนี้
จาก this is it ดูแล้วก็รักไมเคิลมากขึ้น  ยิ่งรับรู้ว่าจะไม่ได้เห็นภาพและผลงานอะไรจากไมเคิลอีกแล้ว
ยิ่งทำให้มีความสุขในการชมมากขึ้นไปอีก

สำหรับคนที่คิดว่าจะไปดูดีหรือไม่ บอกได้ว่าไม่จำเป็นครับที่จะต้องดูในโรงภาพยนตร์  ภาพคอนเสิร์ต
กึ่งสารคดี ดูที่บ้านได้อรรถรสใกล้เคียงกันถ้าต่อเครื่องเสียง ลำโพงรอบทิศทางก็กระหึ่มไม่แพ้กัน
แต่ถ้าอยากดูภาพไมเคิล ใหญ่ๆ ดูโรงดิจิตอลเลยครับ ภาพคมชัด ดีจริงๆ

ผมว่าไมเคิล ยังไม่ตายหรอกครับ นี่คือการสมคบคิดสร้างภาพครั้งยิ่งใหญ่ของโลก คิดเหมือนผมไหม









edit @ 6 Nov 2009 18:02:51 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:04:13 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:06:33 by thejui

edit @ 6 Nov 2009 18:07:25 by thejui

 

เวลาดูหนังตลาดสักเรื่อง โดยตั้งเป้าเพื่อเสพความบันเทิง ผมพึงทำใจรับไว้เสมอว่านี่คือ
หนังตลาดนะสร้างมาตอบสนองคนดูหมู่มาก ไม่ใช่หนังที่สร้างเอากล่อง เอารางวัล
ถ้าหนังมันจะมีจุดอ่อน ไม่ตรงตามความเป็นจริง ขาดเหตุผลบ้างก็ช่างมันเถอะ
ถ้าตรงตามชีวิตจริงไปซะหมด ก็ไม่ต้องไปดูหนังหรอก ดูสารคดีเอาแทนก็ได้
เขาเขียนบทแบบนั้นมา ให้พระเอกมันเก่ง ผู้ร้ายมันโง่ หนังมันจะได้สนุก
แต่ถ้าหนังตลาดเรื่องนั้น มีแต่จุดอ่อน ดูแล้วเห็นจุดอ่อนมากกว่าความบันเทิงของหนัง
หรือถ้าบทภาพยนตร์มันซีเรียสจริงจังกับรายละเอียดมากขึ้น ให้ความลึกกับบทนำ
แล้วจะทำให้เรื่องดูมีเหตุและผลน่าติดตาม หนังก็จะดูสนุกกว่านี้  ถ้าหนังเรื่องใดเพิกเฉย
ไม่ใส่ใจให้ความสำคัญกับ พื้นฐานงานบทในจุดนี้ ปล่อยจุดอ่อนออกมาวิ่งเพ่นพ่าน
ผมว่าหนังเรื่องนั้นไร้คุณค่าสุดๆ ผมกำลังพูดถึง จีจ้า ดื้อ สวย ดุ หนังที่น่าผิดหวังที่สุดของปี 2552

น่าผิดหวังที่ผู้กำกับอย่างราเชนท์ ลิ้มตระกูล ผู้กำกับระดับขึ้นหิ้ง สร้างผลงาน
มาสเตอร์พีซไว้ให้วงการอย่าง "โลกทั้งใบให้นายคนเดียว" ผลงานมากเสียงตอบรับ
หลายรางวัล หลังจากโลกทั้งใบ ราเชนท์ขึ้นแท่นประธานบริษัท อาวอง เป็นค่ายผลิต
หนังในเครือ อาร์เอส หลังจากนั้น ราเชนท์ ไม่กำกับหนังอีกเลย
จนย้ายมาอยู่กับสหมงคลฟิล์ม ตอนเห็นชื่อผู้กำกับผมรู้สึกว่า ดื้อ สวย ดุ น่าสนใจขึ้นมาทันที
เพราะเบื่อกับหนังมาเชียลอาร์ต สไตล์เกมคอมพิวเตอร์ฆ่าบอสเล็กแล้วไปฆ่าบอสใหญ่
ของปรัชญาเสียเหลือเกินตั้งความหวัง รอดู แต่ไม่อยากถึงกับไปซื้อตั๋วดูในโรง เพราะรู้สึก
เฝือกับหนังเตะต่อยเสียเหลือเกินแต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าหนังในมือ ราเชนท์ ต้องมีอะไรดี

นั่งดูไปแล้วก็รำพึง "หนัง..........ไรวะ" เนื้อเรื่องเบาโหวง บทอ่อนหัด ดูไปมองเห็นปรัชญา กลับมาเป็นปรมาจารย์ไปเสียทันใดอย่างน้อยหนังปรัชญา ก็ยังให้ความสำคัญกับพื้นเพ ที่ไปที่มาของบทนำมากกว่านี้ แต่เรื่องนี้พี่ปรัชญาก็นั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ด้วยนะดูแล้วเหมือนทีมงาน หมดเวลาไปกับการดัดจริต (เพราะมันเกินคำว่าประณีตบรรจงไปเสียแล้ว) กับงานกำกับศิลป์ ใช้คำว่า กำกับศิลป์ ก็ไม่สมควรเพราะศิลป์ที่เข้ามาในภาพ มันดูสวยจริง แต่ขัดกับสภาพแวดล้อมและเรื่องราวเสียเหลือเกิน
ค่อยๆกล่าวถึงไปแต่ละอย่าง หนังเน้นเรื่องเมรัยยุทธ ในเรื่องจึงเต็มไปด้วยขวดเหล้า ขวดเหล้าสวยมาก ขวดเขียว น้ำเงิน แดง ถ่ายย้อนแสงสีขวดสดใส ทำไมไอ้ขี้หมู ขี้หมา ต้องกระแดะถ่ายเหล้าใส่ขวดสีพวกนี้ด้วย
รังของพวกจากัวร์ ที่ว่าเป็นองค์กรใหญ่ ทำไมต้องระเห็ดไปอยู่ในถ้ำ เนื้อเรื่องเล่าว่าจากัวร์จับผู้หญิงมาทำน้ำหอม ราคาโคตรแพง  แต่ระดับผู้บริหารจากัวร์ไม่มีห้องทำงาน นั่งเก้าอี้ตัวเดียวบนพื้นดิน แต่มีไฟห้อยตามเพดานอยู่ในถุงผ้าสีแดง ทีมงานอุตส่าห์คิดประดิษฐ์บรรจงจัง
แก๊งจากัวร์ไม่มีตังซื้อปืน มีลูกน้องเก่งเตะ เก่งต่อยอยู่สองตัว ไม่มีตังทำทางเดิน แต่ต้องใช้สะพานไม้ผูกเชือก
เหยื่อหญิงสาวที่โดนจับ ก็ไม่เอาไปขังนะ เอามานั่งตามบันได มีผ้าพริ้วๆห้อยประปราย
บอสใหญ่ของเรื่องที่เล่นโดยนักเพาะกายหญิง สรุปไม่มีใครรู้ชื่อ ต้องดูเครดิตท้ายเรื่องถึงรู้ว่าชื่อ จากัวร์ ลอนดอน
โผล่มาตอนท้าย พูดไม่กี่คำ ก็เตะๆต่อยๆเลย
ฝ่ายกำกับศิลป์ทำงานกันละเอียดดีครับ  ขนาดใบไม้ที่ปลิวมาโดนหน้าจีจ้า ยังอุตส่าห์เลือกสรรเอาใบไม้สีแดง เศษกระดาษยังเป็นหนังสือพิมพ์มีกราฟตลาดหุ้นด้วยเลย
ทีมงานลดๆความดัดจริตตรงนี้ลง แล้วแบ่งความสำคัญไปใส่กับการแคสติ้ง บทภาพยนตร์ จะยกระดับหนังขึ้นมาก
ตัวละครในเรื่อง โผล่ไปโผล่มาเหมือนกับ หนังจอมยุทธบู๊ลิ้ม ไม่ต้องทำมาหากิน ก็มีอันจะกินกัน
บ้านของจีจ้า หรือ ดื้อ ในเรื่อง ก็ดูสวยงามดีนะ แต่ไม่เห็นต้องทำงานเลย วันๆเอาแต่ซ้อมเมรัยยุทธ
แล้วทำไม พวกนี้ต้องมาอยู่ในฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสใช่ไหม เหมือนจะยังงั้นนะ

ทั้งสี่คน ขี้สนิม ขี้หมู ขี้หมา ขี้ควาย ไปเล่าเรียนเมรัยยุทธมาจากไหน ไม่มีที่ไปที่มา เอาตังที่ไหนซื้อเหล้ามากรอกปากเล่น ทั้งสี่คนมีความแค้นส่วนตัวกับ แก๊งจากัวร์ ที่บรรดาเมียของสี่ขี้โดนแก๊งจากัวร์จับตัวไปรีดเอาฟีโรโมนในน้ำตามาสังเคราะห์ทำน้ำหอมราคาแพงขาย แม้แต่พล็อตเรื่องน้ำหอมยังโขมยหนังเรื่อง parfume มาใช้เลย แก๊งจากัวร์ นี่ไม่ใช่คน มันต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว  เพราะมันสามารถลักพาตัวคนหายแว่บไปได้ภายใน3วินาที ไม่มีเสียงร้องด้วย

เริ่มเรื่องมา ดื้อเป็นมือกลองวงดนตรีตามผับ  อกหัก เห็นแฟนพาหญิงอื่นมาเที่ยวผับ โดนไล่ออกจากวง  เดินเมาเหล้าโดนจากัวร์จับตัวไป  แก๊งสี่ขี้ไปช่วยดื้อออกมา  ดื้อเรียนเมรัยยุทธจากสี่ขี้ แล้วยอมเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อจากัวร์ สี่ขี้บุกไปช่วยดื้อ ร่วมมือกันไปกระทืบหัวหน้าแก๊งจากัวร์ จบ
กลุ้มใจ ทำไมทำหนังแบบนี้  สงสารจีจ้า ตั้งใจแต่เจอทีมงานทำหนังคุณภาพแบบนี้ มีแต่ลงหลุม
บทเบาโหวง เป็นการ์ตูนเสียยิ่งกว่าหนังที่สร้างจากการ์ตูนเสียอีก ดูไปหน้าขึ้นแต่เครื่องหมายคำถามตลอดเวลา
มิหนำซ้ำแทนที่จะใช้ดารามีฝีมือ เอางานแสดงมาช่วยบทที่ล่องลอยแบบนี้ กลับเลือกใช้
นักแสดงสมัครเล่นๆล้วนๆ บทสนทนาจึงดูไม่ลื่นไหล พูดเหมือนท่องบท หน้าตาแต่ละคนไม่ขึ้นกล้องแต่ต้องพยายามทำตัวเท่ เวลาพูดคุยกันต้องนั่งเก๊ก ไม่มองหน้า ดูแล้วขัดตาขัดใจจะเท่ไปถึงไหน เรื่องดาราใหม่เล่นแข็งนี่ ผมไม่โทษตัวดารานะครับ ผมมองว่าผิดที่ ผู้กำกับนั่นแหละ ดูแล้วไม่รู้สึกเหรอว่าผ่านไม่ผ่าน ส่งกลับไปเรียนการแสดงใหม่ดีไหม หรือว่ามองกันแค่เตะต่อยเป็น บทสนทนาช่างมัน

ฉากบู๊ ที่ยังคงเป็นงานที่ดูแลโดยพันนา ที่พยายามหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ เพิ่มความหลากหลายใช้ ท่าต่อสู้เป็นหมัดเมา ผสมบีบอย ผลที่ได้คือท่าต่อสู้ลีลาแปลกตา พริ้วไหวแต่ขาดความหนักหน่วง ความรุนแรงของการปะทะกันห่างจากงานของ จา พนม ท่าต่อสู้ดูชัดเจนว่าผ่านการออกแบบมา ขาดความเป็นธรรมชาติ แล้วก็ไม่ได้ต่างจากงานหนังมาเชียลอาร์ตก่อนหน้านี้ ที่อัดฉากเหล่านี้ เข้ามากันเกินอิ่ม ยังมีฉากที่เตะ ต่อย นิดเดียวสลบให้เห็นอยู่ประปราย ทำไมมันสลบกันง่ายจัง
เรื่องงานถ่ายภาพน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของ ดื้อ สวย ดุ ฉากเอาท์ดอร์ถ่ายสวยมาก พิถีพิถันกับมุมกล้อง เดี๋ยวย้อนแสง เดี๋ยวย้อมสี ภาพสวยครับ

ที่ผ่านมา ผมมักจะเขียนถึงหนังที่ผมดูแล้วชื่นชม เรื่องไหนดูแล้วสนุกแล้วรู้สึกดี อยากเขียนแนะนำให้เพื่อนๆได้ไปหามาดูกัน ใครดูแล้วชอบกลับมาบอก ผมก็ดีใจ แต่เรื่องนี้ขอยกเว้นสักที ดูจบแล้วทนไม่ได้ ทำไมยิ่งทำยิ่งแย่ ไม่แนะนำให้ดูครับ ไม่ได้ความรู้สึกดีๆ กับการใช้เวลา ชั่วโมงกว่าๆไปกับหนังเรื่องนี้เลย คุณภาพแบบนี้เอาไปขายต่างประเทศไม่อายเขาเหรอ ไม่เคยเขียนวิจารณ์ทางลบกับหนังเรื่องไหนได้มากเท่านี้เลย


edit @ 4 Nov 2009 17:58:23 by thejui

 

น่าจะเป็นผลของการจัดเรทติ้ง ภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมได้เห็นภาพเหล่านี้ใน "เฉือน"
พ่อตุ๋ยลูก ฝรั่งตุ๋ยเด็ก เพื่อนจับเพื่อนแก้ผ้าเอาเรือสังกะสียัดตูด ศพเปลือยโดนตัดจู๋แขวนห้อยหัว
ฉากชายหญิงเซ็กส์หมู่ในสถานบันเทิงถูกสังหารหมู่ด้วยปืนสั้นและปืนลูกซองตายเกลื่อนพื้น
เด็กผู้ชายแหวกกางเกงอวดหะมอยกัน ไปนั่งกินน้ำแข็งใสดูนมคนขาย แล้วมายืนเรียงชัก....ริมแม่น้ำ
ฉากฆ่าที่ทำได้สมจริง เห็นมีดแทงเข้าไปในเนื้อชักมีดออกมีเลือดไหลตามมาบนบาดแผล
สำหรับผมนี่คือหนังไทยที่มีภาพและความรุนแรงที่สุดแล้ว
ในเรื่องการเสพความบันเทิงถือว่าเต็มร้อยครับ ไม่ต้องมาหงุดหงิดกับรอยสะดุดที่โดนตัด ไม่มีหมอกมากวนใจ
ดีใจจริงๆที่ประเทศไทยมีเรทติ้งหนังก่อนผมตาย
ในแง่สังคมไทยนี่ถือว่าเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของความรุนแรงบนจอภาพยนตร์
สังคมเราพร้อมหรือยังกับการความรุนแรงขนาดนี้ที่แทรกมาในสื่อภาพยนตร์ ผมเป็นห่วงว่าถ้ามีการ
เลียนแบบทำตาม หรือมีอาชญากรรมสอดคล้องกับเรื่องราวใน "เฉือน"ขึ้นมา กลัวว่าเราจะต้องกลับไปนั่ง
ดูหนังแถมหมอกกันอีกครั้ง
ในด้านเนื้อหาเรื่องราว เป็นอีกหนึ่งผลงานของคุณก้องเกียรติ ที่ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวัง
ในฐานะคนเขียนบทที่มาเอาดีกับการกำกับที่ผมชื่นชมและติดตามผลงานมาโดยตลอดก็มี
คุณคงเดช เฉิ่ม จดหมายรัก แต่มาเจ๊งกับ กอด คงจะหายไปอีกนาน
มะเดี่ยว คนผีปีศาจ รักแห่งสยาม 13เกมสยอง นี่ก็มาติสท์แตกกับ ฝัน หนังสั้นที่สุดแสนน่าเบื่อจาก ฝัน หวาน อาย จูบ
ก็มีผลงานของก้องเกียรติเนี่ยแหละ ที่ยังไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยทั้งในฐานะงานกำกับ และ เขียนบท
ตั้งแต่ลองของ ก้องเกียรติยังใช้นามแฝงว่าโรนินทีม เพราะหน้าหนังที่ขายฉากสยองของมะหมี่
จนดูเหมือนว่าเป็นหนังผีอีกเรื่องที่เกลื่อนตลาดในขณะนั้น ทำให้ผมไม่สนใจ และคิดที่จะดู
จนวันที่ว่างๆดูดบิทมาดู เจอกับเรื่องราวที่เขียนหลอกไปมา จบด้วยบทเฉลยที่อ้าปากหวอ ทำให้รู้สึกดีใจจริงๆที่ได้ดู
ต่อมาด้วยผลงานเป็นชู้กับผี ที่ก้องเกียรติไปเขียนบทให้ วิศิษฐ์ ถึงแม้จะมีบทเฉลยหักมุมที่ใกล้เคียงกับลองของ แต่ก็เป็นงานเขียนบทที่ยอดเยี่ยม
ตลอดกาลสำหรับผมเรื่องหนึ่ง ก้องเกียรติโยนปริศนาทิ้งไว้ทั้งเรื่อง แล้วเฉลยแบบเกลี้ยงเกลาหมดจด ไม่เหลืออะไรให้คาใจ
เรื่องการหักมุม ยังคงเป็นโลโก้ของก้องเกียรติต่อมาใน ไชยา ที่ออกห่างหนังผี ครั้งแรก ก็พิสูจน์ตัวเองได้ดีว่าเขาสามารถทำหนัง
ดราม่าเนื้อหาผู้ชาย ได้ดีเช่นกัน บทเฉลยแมนๆที่เรียกน้ำตาซึมได้เหมือนกัน
มาถึง "เฉือน"ที่ก้องเกียรติรับหน้าที่ทั้งกำกับและเขียนบท ถ้าพิจารณากันเฉพาะเนื้อหา เรื่องราว กันล้วนๆก็ถือว่านี่คือหนังไทย
ที่ดีที่สุดในปีนี้ และไม่ต้องสงสัย เจ๊งแน่ๆ อาทิตย์เดียวหนังเหลือรอบฉายแค่วันละสองรอบ คนดูโหรงเหรง แม้กระแสความชื่นชม
ในอินเตอร์เน็ทจะเชียร์กันออกหน้าออกตา ก็ไม่สามารถสร้างกระแสลุกฮือ ได้เหมือนตอนรักแห่งสยามเคยได้รับมา

เป้ ในบท ไท จ่าตำรวจลูกน้องของ ฉัตรชัย ในบทป๋าชิน ที่ไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นแพะต้องรับโทษติดคุกในข้อหายิงตำรวจด้วยกันตาย
แม้อยู่ในคุก ก็ยังรับหน้าที่ มือสังหารตามใบสั่งจากป๋าชิน  เมื่อมีคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง จาก
มือสังหารสวมชุดกันฝนแดงปิดหน้าปิดตา ที่ก่อคดีฆ่าฝรั่งที่ชอบตุ๋ยเด็กแล้วยัดใส่กระเป๋าเดินทางสีแดง หลักฐานเล็กๆน้อยๆในคดี
ดึงความสนใจของ ไท ว่าฆาตกรรายนี้จะต้องเป็น นัท เพื่อนในวัยเด็กของไท ไทติดต่อป๋าชินที่รับผิดชอบคดีนี้อยู่ ว่าเขาขอตามสืบ
คดีนี้เองว่าจะใช่ นัท ตามที่เขาคิดรึไม่ แรกเริ่มป๋าชินปฏิเสธที่จะต้องรับผิดชอบเอานักโทษออกไปตามสืบคดีของตำรวจ แต่เมื่อเหยื่อ
รายหนึ่งเป็นลูกนักการเมือง คดีเริ่มร้อนก้น ป๋าชินไม่มีทางเลือก จึงต้องเอา ไท ออกมาติดตราจ่าตำรวจออกตาหา นัท
จากนี้หนังเดินเรื่องไปข้างหน้าสลับกับเรื่องราวของ ไท และ นัท ในวัยเด็กน่าจะช่วงอายุ13-14ปี ในช่วงนี้ภาพความรุนแรงซาลง
หนังเปลี่ยนโทนมาเป็นดราม่า เล่าถึงความผูกพันของ ไท กับ นัท ที่อธิบายถึงเหตุที่มีผลต่อพัฒนาการและการกระทำในวัยผู้ใหญ่ได้ดี
เฉือน เป็นหนังดราม่าอาชญกรรมที่นับว่าฉีกแนว ที่เฉลยตัวตนของตัวละครตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกของหนัง เรื่องราวที่เหลือคือการตอกย้ำ
เล่าที่ไปที่มาของตัวฆาตกร และจบด้วยซีนการเฉลยตัวตนของนัทที่ทำได้ดี  และต้องปรบมือให้กับฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงที่ทำการบ้านมาดี
ดูแล้วเชื่อว่าเป็นไปได้จริง
เป้ กับงานข้ามค่าย ที่ถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการับงานที่ดูจริงจังมากขึ้น พิสูจน์ให้เห็นว่า เขารับบทหนักๆได้เช่นกันไม่ใช่ถนัดแต่หนังฟีลกู๊ด
การแสดงดูมีพัฒนาการมากขึ้นกว่าตอนที่เห็นใน บอดี้ศพ19 น่าตื่นตากลับความกล้าเปลือย แฟนๆเป้ทั้งหญิงและกะเทย คงกิ๊วก๊าวที่ได้ดูเป้เปลือยเดิน
โทงๆไปมา มีผ้าเล็กๆถือปิดจู๋ เป็นนักแสดงต้องกล้าแบบนี้ครับ ชื่นชม
ที่ดูโดดเด่นมาก คือ นัท ในวัยเด็ก ที่ฝากฝีมือการแสดงแบบเอาตาย หาเครดิตไม่ได้จริงๆว่าชื่ออะไรแต่หน้าคุ้น ผมเชื่อมั่นว่าน้องคนนี้จะต้องได้รางวัล
หลายๆสถาบันจากบทนี้  ฝีมือการแสดงแบบนี้น่าสนับสนุนให้แจ้งเกิดในวงการครับ

ฉัตรชัย ในบทป๋าชิน ที่มาในลุ๊คประหลาดย้อมหัวขาว ดูแปลกตาแต่ไม่น่าเชื่อว่าตำรวจทำทรงผมแบบนี้ได้จริงๆหรือ เป็นอีกงานที่ผ่านตาไป ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึง
บทบาทก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับงานถนัดที่ผ่านๆมาของ ฉัตรชัย
สนธยา ชิดมนี แชมป์เดอะสตาร์ที่น่าสงสารมากๆ ร้องเพลงไม่ดังเพราะหน้าตาขายไม่ออก มาเอาดีทางการแสดง ก็เก่งเกินกว่าที่จะเป็นนักร้องคนนึง
ผลงานแสดงในมหาลัยเหมืองแร่ก็ได้รับเสียงชื่นชม ในไชยา ก็มีหลายๆฉากที่น่าจดจำ เรื่องนี้โผล่มาในบทตัวประกอบสุดๆ
เหมือนว่าก้องเกียรติสงสาร หางานให้เล่นบทไม่มีความสำคัญไม่มีช่วงเวลาให้แสดงฝีมือการแสดงของสนเลย เสียดายครับคนเก่งๆแต่ไม่มีงาน
ในเรื่องคุณค่าที่หนังสอดแทรกไว้ มีมากพอดูครับ การสะท้อนภาพความเสื่อมของสังคม ที่มีผลในการสร้าง อสูรกายสังหารขึ้นมาตัวหนึ่ง
หลายๆเรื่องก็หยิบมาจาก ข่าวที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ ฝรั่ง พ่อ ครู ที่กระทำต่อเด็ก แต่เรื่องนี้เล่นซะครบเซ็ทเลย โดยเฉพาะเรื่องครูบังคับอมนกเขานี่
ก้องเกียรติเคยหยิบมาใส่ไว้ใน ลองของ มาแล้วก็ถูกหยิบมาพูดถึงอีก ไม่รู้ว่าผูกพันอะไร
งานเขียนบทยังดูโดดเด่นกว่า งานกำกับ เช่นเคย ฉากที่ควรจะอินไปกับชะตากรรมของไท นัท ยังพาอารมณ์ร่วมไปไม่เท่าจุดที่ไชยาเคยพาไปถึง
การเล่าเรื่องถือว่าทำได้ดี การตัดเรื่องราวไปมา สองช่วงเวลาต่อเนื่องไม่ทำให้งง
ภาพดูมืดมัว ไม่สดใส ไม่คมชัดเท่าที่ควรนัก ผมไม่รู้ว่าสีสัน ความสดใสของภาพในโรงหนังนี่มันขึ้นอยู่กับอะไรนะ แต่ละเรื่องแต่ละค่ายทำไมดูต่างกันนัก
พล็อต+จุดเฉลยแบบนี้ ไม่น่าจะหยุดอยู่แค่ตลาดเมืองไทยครับ ไม่แปลกถ้าต่อไปจะได้เห็น "เฉือน"ในเวอร์ชั่น ฮอลลีวู้ด หรือ ฮ่องกง
ตอนนี้หารอบดูในโรงยากแล้วครับ เจอกระแส this is it เบียดรอบหมดแล้ว หนังไม่แรงไม่มีใครเสี่ยงไปแอบถ่ายมาทำแผ่นผี หรือปล่อยบิทหรอก
รอดูแผ่นอีก3เดือนครับ


edit @ 29 Oct 2009 16:39:07 by thejui