10หนังเรียกน้ำตา

posted on 11 Aug 2009 13:41 by thejui in movies

 

ในฐานะที่เป็นคนเอาจริงเอาจังกับการดูหนังคนหนึ่ง  คำถามหนึ่ง

ที่ถูกถามจากเพื่อน ๆ น้อง ๆ อยู่เสมอคือ  ชอบหนังเรื่องอะไรมาก

ที่สุด  นึกทบทวนคำถามแล้วผมก็ไม่เคยตอบได้เลยครับ  อาจเพราะ

ดูหนังมาเยอะมากแล้วก็มีหนังที่ชอบเยอะมากเช่นกัน  จะให้ตอบเรื่อง

ที่ชอบมากที่สุดคงไม่มี  เพราะหนังแต่ละแนวมันก็มีดีแตกต่างกันไป  

ผมไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้าถามว่าชอบหนังแบบ

ไหน  แนวไหน  ผมสามารถตอบได้ครับว่าผมชอบหนังดราม่า กับ  

หนังสยองขวัญครับ  เพราะว่าสองแนวนี้ผมสามารถซึมซับอารมณ์

ที่สื่อออกมาจากหนังได้ดี หนังสยองขวัญผมชอบอารมณ์ตื่นเต้น  การ

ที่ได้ลุ้นระทึกว่าผี หรือ ผู้ร้ายจะโผล่ออกมาให้สะดุ้งเอาตอนไหน  ลุ้น

ไปเครียดไป  สนุกดี  ส่วนหนังดราม่าก็ชอบความรู้สึกที่ได้อินไปกับ

อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร  ได้ดีใจ  ได้ซาบซึ้งตื้นตัน หรือ โศกเศร้า

ไปกับการสูญเสียหรือพลัดพรากของตัวละครในเรื่อง  หนังสองแนวนี้จะมี

อยู่ในคอลเลคชั่นของผมมากเป็นพิเศษ  

มาคราวนี้ผมขอหยิบเอาหนังดราม่าที่ผมประทับใจ  สามารถเรียกน้ำตา

ได้ ในระดับปริ่ม ๆจนถึงไหลพราก  สัก 10 เรื่องมาแนะนำ  สำหรับบาง

ท่านที่ ยังไม่เคยได้ชมครับ

 

 

 

 

เริ่มกันด้วย  1.Always  Sunset  On  Third  Street  (2005)

เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังในดวงใจของหลาย ๆ คนที่เคยได้ดูแล้ว  เรียกได้ว่าเป็น

หนังดีในรอบหลาย ๆ ปีที่สามารถเรียกน้ำตาคนดูได้โดยไม่มีการตาย  อกหัก

หรือ พลัดพรากของตัวละครใด ๆเลย  แต่น้ำตาที่ได้จากหนังเรื่องนี้กลับเป็น

ความอิ่มเอม  ตื้นตันยินดีไปกับความสุขของตัวละคร  ที่ยากนักจะได้ดูหนังที่

ให้ความรู้สึกแบบนี้ 

Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังย้อนยุคที่พูดถึงชุมชนหนึ่ง

บนถนนสายที่สาม  ในช่วงปี 1958  ทีมงานใช้  CG สร้างภาพ ฉาก ให้ออกมา

ดูสมจริงเหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในยุคนั้นจริง ๆ  หนังเน้นไปที่ครอบครัว

ซูซูกิ  ที่เปิดกิจการซ่อมรถเล็ก ๆ ในบ้านชื่อ ซูซูกิมอเตอร์  มีพ่อ  แม่  และลูกชาย

ตัวเล็กชื่ออิปเป  ครอบครัวซูซูกิได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นเด็กสาวนาม  มัตสุโกะ  

ที่มาสมัครงานเป็นช่างซ่อมที่นี่  เพราะนึกว่าเป็นบริษัทรถยนต์อันใหญ่โต  แต่เธอก็

เต็มใจทำงานด้วยความขยันตั้งใจ  บ้านตรงข้ามของซูซูกิเป็นร้านขายของชำของ  

ซานาวะ นักเขียนหนุ่มไส้แห้งที่ไปแอบรัก  ฮิโรมิ  สาวอะโกโก้ปลดระวางมาเปิด

บาร์เหล้าอยู่บนถนนสายที่สาม  

นอกเหนือจากตัวละครเหล่านี้ก็ยังมีตัวละครอีกมากที่คอยสร้างสีสัน  ความน่ารัก  

อบอุ่นเป็นกันเองของสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้น  หนังแทรกมุกตลกขำ ๆ ให้ได้ยิ้มเล็กยิ้ม

น้อยกันได้ตลอดเรื่อง แต่จุดที่ประทับใจอย่างที่กล่าวไว้คือความซาบซึ้งใจในหลาย ๆ

ตอนของหนังที่ทำให้ยิ้มได้ทั้งน้ำตากับความรักของครอบครัวซูซูกิ  และความผูกพัน

ของซานาวะ กับ จุนโนสุเกะที่มีให้กันทั้งที่ทั้งสองต่างก็ไม่ได้เป็นญาติหรือรู้จักกันมา

ก่อน   Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังที่ผมยกให้เป็นหนังที่

สมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านเรื่องหนึ่ง  ในเรื่องบทที่ไม่น่าเชื่อว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ

การ์ตูน  การแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงทุก ๆ คน  โดยเฉพาะดาราเด็กที่รับบท

จุนโนสุเกะที่แสดงออกทางอารมณ์ได้ดีมาก  การถ่ายภาพที่จับภาพแสงอาทิตย์สี

ส้มที่สาดส่องไปตามถนนสายที่สาม  ดูแล้วอบอุ่นสมชื่อเรื่องจริง ๆ หนังกวาดรางวัล

ตุ๊กตาทองญี่ปุ่นปีนั้นมาถึง 12 ตัว  เป็นหนังที่ครั้งหนึ่งควรจะได้ดูจริง ๆ ครับ

 

 

 

ต่อมาสำหรับ  2.Village  Album  (2005)

อีกเรื่องที่ต้องเสียน้ำตาให้เพราะความอิ่มเอมตื้นตันใจไปกับเนื้อเรื่อง  เป็นหนังในปี

เดียวกันกับ  Always  Sunset  On  Third  Street  โดยส่วนตัวผมประทับใจกับ

  Village  Album มากกว่าหน่อย  คงเพราะอารมณ์หนังที่บรรจงเล่าเรื่องมาเพื่อซีน  

สำคัญของเรื่อง  หนังพูดถึงพระเอกของเรื่อง  ทากาชิ  ผู้ช่วยช่างภาพในโตเกียวซึ่งโดน

ตามตัวกลับมา  ฮานาตานิ  เมืองบ้านนอกเพื่อช่วยพ่อ  เคนอิจิ  ช่างภาพวัยชรา 

ตระเวนถ่ายภาพทุก ๆ ครอบครัวใน  ฮานาตานิ  ก่อนที่ทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นอดีต  

เพราะรัฐบาลมีคำสั่งเวนคืนหมู่บ้านนี้เพื่อทำเป็นอ่างเก็บน้ำ  ทากาชิ เป็นลูกชายที่

จากบ้านไปด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับพ่อ   การกลับมาเดินแบกอุปกรณ์ถ่าย

ภาพตามหลังพ่อในครั้งนี้  จึงมีทั้งเรื่องของการทะเลาะกับพ่อ และการได้มีโอกาส

ปรับความเข้าใจกัน  และลงเอยด้วยความเข้าใจในท้ายที่สุด  ทากาชิ  ไม่เคย

ศรัทธาในฝีมือถ่ายภาพของพ่อเลย จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อล้มป่วย เขาต้องรับหน้า

ที่เดินถ่ายภาพครอบครัวในหมู่บ้านแทนพ่อ  แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจของชาว

บ้านเลย  ทากาชิ  พบว่าเขาไม่สามารถถ่ายทอดวิญญาณความรู้สึกลงไปในภาพ

ได้เหมือนอย่างที่พ่อทำ  หนังดำเนินเรื่องไปแบบเรียบง่าย  ไม่ได้มีพล็อตที่ชวน

ติดตามมากนัก ทว่าแต่ละนาทีที่เรื่องดำเนินไปกลับค่อย ๆ ดึงเราให้เข้าไปเป็น

สักขีพยานในการรับรู้ปัญหาของครอบครัว  จนกระทั่งวันที่ทั้งครอบครัว  พ่อ  

ทากาชิ  พี่สาว  น้องสาว  และหลานสาวตัวน้อยได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้บัน

ทึกภาพร่วมกันเป็นภาพครอบครัวสุดท้ายของหมู่บ้าน  ฮานาตานิ ภาพเดียวกับ

ที่เห็นในโปสเตอร์  ซีนที่ฟังดูธรรมดา ๆ นี้แหละ  กลับเป็นซีนที่ทำให้เสียน้ำตา

ได้โดยไม่รู้ตัว  จัดเป็นหนังฟีลกู๊ดแบบเสียน้ำตาที่สร้างความประทับใจหลังดูจบ

ได้อีกเรื่องหนึ่ง

 

 

 

ตามด้วย  3.The  Way  Home  (2002)

คุณยายผมดีที่สุดในโลก   ดูในโรงร้องไห้มันในโรงเลยเรื่องนี้    

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากเลย  แม่กับลูกอยู่ในเมืองหลวง  แต่แล้ววันหนึ่งแม่มีเหตุ

จำเป็นต้องเอา ซังวู  ลูกชายวัย 7 ขวบ  มาฝากกับยายผู้เป็นใบ้ที่บ้านนอกไว้ชั่ว

คราว  เด็กดื้อจากเมืองหลวงต้องมาปรับตัวให้เข้ากับยายเป็นใบ้ในบ้านนอกที่ไม่

มีความบันเทิงอะไรเลย  เป็นเรื่องยากที่หลานกับยายจะต้องพยายามปรับเข้าหา

กันให้ได้  เนื้อเรื่องแค่นี้แต่เป็นหนังบ้าอะไรทำไมใจร้ายเศร้าได้ขนาดนี้  ขนาด

ตอนเป็นแผ่นหยิบมาดูก่อนเขียนแป๊ปเดียวแค่ซีนสั้น ๆ  ก็จะพาลจะร้องไห้เอาจน

ได้ 

The  Way  Home  เป็นหนังเกาหลีที่ผมรู้สึกชื่นชมทั้งผู้กำกับ และตัวละครเอา

มาก ๆ  เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง  ลีจุงหยาง  ทั้งยังรับหน้าที่เขียนบทด้วย  ดา

ราเด็ก  ดองยงฮี  ผู้รับบทเป็น  ซังวู  ก็เล่นเก่งมาก ๆ ฉากยายงกเงิ่นค่อย ๆ เดินตาก

ฝนลงเขาไปซื้อไก่มาฆ่าให้หลานกิน  พอทำเสร็จหลานบอกไม่เอาจะกิน  KFC  

ดูแล้วอยากเหยียบไอ้เด็กคนนี้มาก ๆ ที่น่าชื่นชมอย่างไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือคุณยาย 

คิมยูลบุน  เพราะทีมงานมาเจอแกขณะหาโลเคชั่น  จึงเชิญแกมาร่วมเล่น คนแก่ที่

เป็นชาวบ้านทำไมเล่นหนังได้ดีขนาดนี้  แล้วเล่นหนังเรื่องแรกอายุปูนนี้ยังต้องมา

รับบทยาก ๆ เป็นคนใบ้ด้วย  ต้องแสดงออกทางสายตาอย่างเดียวคุณยาย  คิมยูล

บุน   สามารถเล่นได้ดีเหลือเกิน  แค่ทำตาหยี ๆ ปากจู๋  ผมเห็นก็จะร้องไห้แล้ว  คิด

ถึงยาย  

หนังเริ่มเรื่องด้วยอารมณ์บีบคั้นที่ต้องเห็นเด็กเกเรเอาแต่ใจกับยายที่พูดไม่ได้ที่

พยายามจะเอาใจหลาน  พอเข้าใจผิดไม่ได้ดังใจไอ้หลานก็อาละวาด  ยายก็นั่ง

มองทำตาปริบ ๆ  อารมณ์หนังมาพีคสุด ๆ เอาตอนช่วงหลังที่ยายหลานผูกพันธ์

กันดีแล้ว  ยายไม่สบายหลานก็ดูแลเยียวยายายตามประสาเด็กๆ  ซีนที่เอาตาย

เลยก็คือซีนร่ำลา  จากเด็กที่เกเรกับยายสุด ๆ กลับรู้สึกเป็นห่วงยายที่ต้องอยู่คน

เดียว  ซังวู เขียนบรรยายความเป็นห่วงยายลงในโปสการ์ดทีละใบ  ทีละใบ  ภาพ

ที่ซังวู  นั่งรถห่างออกไปทิ้งยายหลังค่อมถือไม้เท้าเดินกลับบ้านคนเดียว  โอ้ย  

อารมณ์ฉากนี้สุดๆ และที่ใจร้ายที่สุดก็คือ  เมื่อหนังถ่ายทำเสร็จกองถ่ายที่เคยมาอยู่

กับแกก็ทิ้งให้แกอยู่คนเดียวเหมือนเดิมเหมือนในฉากสุดท้ายของหนัง  ไม่รู้ป่านนี้ยาย 

ยูลบุน  เป็นไงบ้างแล้วก็ไม่รู้

 

 

 

ลำดับต่อมา  4.Christmas  In  August  (1998)

จากหนังเรื่องนี้ทำให้ผมติดตามผลงานของผู้กำกับคนนี้มาตลอด  เฮอจินโฮ  

เก่งกับการทำหนังที่เล่นกับอารมณ์ได้ดี

Christmas  In  August  เป็นหนังเกี่ยวกับ  ยูจุงวอน  หนุ่มแว่นหน้าซื่อ  เจ้า

ของร้านอัดรูป ที่มีโอกาสได้รู