10หนังเรียกน้ำตา

posted on 11 Aug 2009 13:41 by thejui  in movies

 

ในฐานะที่เป็นคนเอาจริงเอาจังกับการดูหนังคนหนึ่ง  คำถามหนึ่ง

ที่ถูกถามจากเพื่อน ๆ น้อง ๆ อยู่เสมอคือ  ชอบหนังเรื่องอะไรมาก

ที่สุด  นึกทบทวนคำถามแล้วผมก็ไม่เคยตอบได้เลยครับ  อาจเพราะ

ดูหนังมาเยอะมากแล้วก็มีหนังที่ชอบเยอะมากเช่นกัน  จะให้ตอบเรื่อง

ที่ชอบมากที่สุดคงไม่มี  เพราะหนังแต่ละแนวมันก็มีดีแตกต่างกันไป  

ผมไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ แต่ถ้าถามว่าชอบหนังแบบ

ไหน  แนวไหน  ผมสามารถตอบได้ครับว่าผมชอบหนังดราม่า กับ  

หนังสยองขวัญครับ  เพราะว่าสองแนวนี้ผมสามารถซึมซับอารมณ์

ที่สื่อออกมาจากหนังได้ดี หนังสยองขวัญผมชอบอารมณ์ตื่นเต้น  การ

ที่ได้ลุ้นระทึกว่าผี หรือ ผู้ร้ายจะโผล่ออกมาให้สะดุ้งเอาตอนไหน  ลุ้น

ไปเครียดไป  สนุกดี  ส่วนหนังดราม่าก็ชอบความรู้สึกที่ได้อินไปกับ

อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร  ได้ดีใจ  ได้ซาบซึ้งตื้นตัน หรือ โศกเศร้า

ไปกับการสูญเสียหรือพลัดพรากของตัวละครในเรื่อง  หนังสองแนวนี้จะมี

อยู่ในคอลเลคชั่นของผมมากเป็นพิเศษ  

มาคราวนี้ผมขอหยิบเอาหนังดราม่าที่ผมประทับใจ  สามารถเรียกน้ำตา

ได้ ในระดับปริ่ม ๆจนถึงไหลพราก  สัก 10 เรื่องมาแนะนำ  สำหรับบาง

ท่านที่ ยังไม่เคยได้ชมครับ

 

 

 

 

เริ่มกันด้วย  1.Always  Sunset  On  Third  Street  (2005)

เรื่องนี้น่าจะเป็นหนังในดวงใจของหลาย ๆ คนที่เคยได้ดูแล้ว  เรียกได้ว่าเป็น

หนังดีในรอบหลาย ๆ ปีที่สามารถเรียกน้ำตาคนดูได้โดยไม่มีการตาย  อกหัก

หรือ พลัดพรากของตัวละครใด ๆเลย  แต่น้ำตาที่ได้จากหนังเรื่องนี้กลับเป็น

ความอิ่มเอม  ตื้นตันยินดีไปกับความสุขของตัวละคร  ที่ยากนักจะได้ดูหนังที่

ให้ความรู้สึกแบบนี้ 

Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังย้อนยุคที่พูดถึงชุมชนหนึ่ง

บนถนนสายที่สาม  ในช่วงปี 1958  ทีมงานใช้  CG สร้างภาพ ฉาก ให้ออกมา

ดูสมจริงเหมือนกับว่าได้ย้อนเวลากลับไปในยุคนั้นจริง ๆ  หนังเน้นไปที่ครอบครัว

ซูซูกิ  ที่เปิดกิจการซ่อมรถเล็ก ๆ ในบ้านชื่อ ซูซูกิมอเตอร์  มีพ่อ  แม่  และลูกชาย

ตัวเล็กชื่ออิปเป  ครอบครัวซูซูกิได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นเด็กสาวนาม  มัตสุโกะ  

ที่มาสมัครงานเป็นช่างซ่อมที่นี่  เพราะนึกว่าเป็นบริษัทรถยนต์อันใหญ่โต  แต่เธอก็

เต็มใจทำงานด้วยความขยันตั้งใจ  บ้านตรงข้ามของซูซูกิเป็นร้านขายของชำของ  

ซานาวะ นักเขียนหนุ่มไส้แห้งที่ไปแอบรัก  ฮิโรมิ  สาวอะโกโก้ปลดระวางมาเปิด

บาร์เหล้าอยู่บนถนนสายที่สาม  

นอกเหนือจากตัวละครเหล่านี้ก็ยังมีตัวละครอีกมากที่คอยสร้างสีสัน  ความน่ารัก  

อบอุ่นเป็นกันเองของสังคมญี่ปุ่นสมัยนั้น  หนังแทรกมุกตลกขำ ๆ ให้ได้ยิ้มเล็กยิ้ม

น้อยกันได้ตลอดเรื่อง แต่จุดที่ประทับใจอย่างที่กล่าวไว้คือความซาบซึ้งใจในหลาย ๆ

ตอนของหนังที่ทำให้ยิ้มได้ทั้งน้ำตากับความรักของครอบครัวซูซูกิ  และความผูกพัน

ของซานาวะ กับ จุนโนสุเกะที่มีให้กันทั้งที่ทั้งสองต่างก็ไม่ได้เป็นญาติหรือรู้จักกันมา

ก่อน   Always  Sunset  On  Third  Street  เป็นหนังที่ผมยกให้เป็นหนังที่

สมบูรณ์ในทุก ๆ ด้านเรื่องหนึ่ง  ในเรื่องบทที่ไม่น่าเชื่อว่าดัดแปลงมาจากหนังสือ

การ์ตูน  การแสดงที่ยอดเยี่ยมของนักแสดงทุก ๆ คน  โดยเฉพาะดาราเด็กที่รับบท

จุนโนสุเกะที่แสดงออกทางอารมณ์ได้ดีมาก  การถ่ายภาพที่จับภาพแสงอาทิตย์สี

ส้มที่สาดส่องไปตามถนนสายที่สาม  ดูแล้วอบอุ่นสมชื่อเรื่องจริง ๆ หนังกวาดรางวัล

ตุ๊กตาทองญี่ปุ่นปีนั้นมาถึง 12 ตัว  เป็นหนังที่ครั้งหนึ่งควรจะได้ดูจริง ๆ ครับ

 

 

 

ต่อมาสำหรับ  2.Village  Album  (2005)

อีกเรื่องที่ต้องเสียน้ำตาให้เพราะความอิ่มเอมตื้นตันใจไปกับเนื้อเรื่อง  เป็นหนังในปี

เดียวกันกับ  Always  Sunset  On  Third  Street  โดยส่วนตัวผมประทับใจกับ

  Village  Album มากกว่าหน่อย  คงเพราะอารมณ์หนังที่บรรจงเล่าเรื่องมาเพื่อซีน  

สำคัญของเรื่อง  หนังพูดถึงพระเอกของเรื่อง  ทากาชิ  ผู้ช่วยช่างภาพในโตเกียวซึ่งโดน

ตามตัวกลับมา  ฮานาตานิ  เมืองบ้านนอกเพื่อช่วยพ่อ  เคนอิจิ  ช่างภาพวัยชรา 

ตระเวนถ่ายภาพทุก ๆ ครอบครัวใน  ฮานาตานิ  ก่อนที่ทั้งหมู่บ้านจะกลายเป็นอดีต  

เพราะรัฐบาลมีคำสั่งเวนคืนหมู่บ้านนี้เพื่อทำเป็นอ่างเก็บน้ำ  ทากาชิ เป็นลูกชายที่

จากบ้านไปด้วยความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับพ่อ   การกลับมาเดินแบกอุปกรณ์ถ่าย

ภาพตามหลังพ่อในครั้งนี้  จึงมีทั้งเรื่องของการทะเลาะกับพ่อ และการได้มีโอกาส

ปรับความเข้าใจกัน  และลงเอยด้วยความเข้าใจในท้ายที่สุด  ทากาชิ  ไม่เคย

ศรัทธาในฝีมือถ่ายภาพของพ่อเลย จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อล้มป่วย เขาต้องรับหน้า

ที่เดินถ่ายภาพครอบครัวในหมู่บ้านแทนพ่อ  แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นที่พอใจของชาว

บ้านเลย  ทากาชิ  พบว่าเขาไม่สามารถถ่ายทอดวิญญาณความรู้สึกลงไปในภาพ

ได้เหมือนอย่างที่พ่อทำ  หนังดำเนินเรื่องไปแบบเรียบง่าย  ไม่ได้มีพล็อตที่ชวน

ติดตามมากนัก ทว่าแต่ละนาทีที่เรื่องดำเนินไปกลับค่อย ๆ ดึงเราให้เข้าไปเป็น

สักขีพยานในการรับรู้ปัญหาของครอบครัว  จนกระทั่งวันที่ทั้งครอบครัว  พ่อ  

ทากาชิ  พี่สาว  น้องสาว  และหลานสาวตัวน้อยได้กลับมาอยู่ร่วมกัน และได้บัน

ทึกภาพร่วมกันเป็นภาพครอบครัวสุดท้ายของหมู่บ้าน  ฮานาตานิ ภาพเดียวกับ

ที่เห็นในโปสเตอร์  ซีนที่ฟังดูธรรมดา ๆ นี้แหละ  กลับเป็นซีนที่ทำให้เสียน้ำตา

ได้โดยไม่รู้ตัว  จัดเป็นหนังฟีลกู๊ดแบบเสียน้ำตาที่สร้างความประทับใจหลังดูจบ

ได้อีกเรื่องหนึ่ง

 

 

 

ตามด้วย  3.The  Way  Home  (2002)

คุณยายผมดีที่สุดในโลก   ดูในโรงร้องไห้มันในโรงเลยเรื่องนี้    

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรมากเลย  แม่กับลูกอยู่ในเมืองหลวง  แต่แล้ววันหนึ่งแม่มีเหตุ

จำเป็นต้องเอา ซังวู  ลูกชายวัย 7 ขวบ  มาฝากกับยายผู้เป็นใบ้ที่บ้านนอกไว้ชั่ว

คราว  เด็กดื้อจากเมืองหลวงต้องมาปรับตัวให้เข้ากับยายเป็นใบ้ในบ้านนอกที่ไม่

มีความบันเทิงอะไรเลย  เป็นเรื่องยากที่หลานกับยายจะต้องพยายามปรับเข้าหา

กันให้ได้  เนื้อเรื่องแค่นี้แต่เป็นหนังบ้าอะไรทำไมใจร้ายเศร้าได้ขนาดนี้  ขนาด

ตอนเป็นแผ่นหยิบมาดูก่อนเขียนแป๊ปเดียวแค่ซีนสั้น ๆ  ก็จะพาลจะร้องไห้เอาจน

ได้ 

The  Way  Home  เป็นหนังเกาหลีที่ผมรู้สึกชื่นชมทั้งผู้กำกับ และตัวละครเอา

มาก ๆ  เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง  ลีจุงหยาง  ทั้งยังรับหน้าที่เขียนบทด้วย  ดา

ราเด็ก  ดองยงฮี  ผู้รับบทเป็น  ซังวู  ก็เล่นเก่งมาก ๆ ฉากยายงกเงิ่นค่อย ๆ เดินตาก

ฝนลงเขาไปซื้อไก่มาฆ่าให้หลานกิน  พอทำเสร็จหลานบอกไม่เอาจะกิน  KFC  

ดูแล้วอยากเหยียบไอ้เด็กคนนี้มาก ๆ ที่น่าชื่นชมอย่างไม่น่าเชื่อที่สุดก็คือคุณยาย 

คิมยูลบุน  เพราะทีมงานมาเจอแกขณะหาโลเคชั่น  จึงเชิญแกมาร่วมเล่น คนแก่ที่

เป็นชาวบ้านทำไมเล่นหนังได้ดีขนาดนี้  แล้วเล่นหนังเรื่องแรกอายุปูนนี้ยังต้องมา

รับบทยาก ๆ เป็นคนใบ้ด้วย  ต้องแสดงออกทางสายตาอย่างเดียวคุณยาย  คิมยูล

บุน   สามารถเล่นได้ดีเหลือเกิน  แค่ทำตาหยี ๆ ปากจู๋  ผมเห็นก็จะร้องไห้แล้ว  คิด

ถึงยาย  

หนังเริ่มเรื่องด้วยอารมณ์บีบคั้นที่ต้องเห็นเด็กเกเรเอาแต่ใจกับยายที่พูดไม่ได้ที่

พยายามจะเอาใจหลาน  พอเข้าใจผิดไม่ได้ดังใจไอ้หลานก็อาละวาด  ยายก็นั่ง

มองทำตาปริบ ๆ  อารมณ์หนังมาพีคสุด ๆ เอาตอนช่วงหลังที่ยายหลานผูกพันธ์

กันดีแล้ว  ยายไม่สบายหลานก็ดูแลเยียวยายายตามประสาเด็กๆ  ซีนที่เอาตาย

เลยก็คือซีนร่ำลา  จากเด็กที่เกเรกับยายสุด ๆ กลับรู้สึกเป็นห่วงยายที่ต้องอยู่คน

เดียว  ซังวู เขียนบรรยายความเป็นห่วงยายลงในโปสการ์ดทีละใบ  ทีละใบ  ภาพ

ที่ซังวู  นั่งรถห่างออกไปทิ้งยายหลังค่อมถือไม้เท้าเดินกลับบ้านคนเดียว  โอ้ย  

อารมณ์ฉากนี้สุดๆ และที่ใจร้ายที่สุดก็คือ  เมื่อหนังถ่ายทำเสร็จกองถ่ายที่เคยมาอยู่

กับแกก็ทิ้งให้แกอยู่คนเดียวเหมือนเดิมเหมือนในฉากสุดท้ายของหนัง  ไม่รู้ป่านนี้ยาย 

ยูลบุน  เป็นไงบ้างแล้วก็ไม่รู้

 

 

 

ลำดับต่อมา  4.Christmas  In  August  (1998)

จากหนังเรื่องนี้ทำให้ผมติดตามผลงานของผู้กำกับคนนี้มาตลอด  เฮอจินโฮ  

เก่งกับการทำหนังที่เล่นกับอารมณ์ได้ดี

Christmas  In  August  เป็นหนังเกี่ยวกับ  ยูจุงวอน  หนุ่มแว่นหน้าซื่อ  เจ้า

ของร้านอัดรูป ที่มีโอกาสได้รู้จักกับจราจรหญิง  ดาริม  หน้าที่ของดาริมก็คือถ่าย

รูปรถที่ทำผิดกฎหมายแล้วมาอัดไว้เป็นหลักฐาน  จากการที่ดาริมต้องกลายมา

เป็นลูกค้าประจำ  ทำให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสสานสัมพันธ์กัน  หนังให้คนดูรับรู้ชะตา

กรรมของ  จุงวอน  ตั้งแต่เริ่มเรื่องว่าเขามีปัญหาเรื่องสุขภาพต้องไปโรงพยาบาล

อยู่เรื่อย ๆ  จึงทำให้  จุงวอน  พยายามไม่ลึกซึ้งกับดาริม  ตลอดเรื่องไม่ได้เห็นฉาก

โรแมนติกเลย  ไม่มีฉากกอดจูบเหมือนในหนังรักเรื่องอื่น ๆ แต่กลับให้เรารับรู้ได้ถึง

ความรู้สึกที่ทั้งคู่มีต่อกัน  เฮอจินโฮ  ทำหนังออกมาได้ความรู้สึกแบบบ้าน ๆ ติดดิน

สุด ๆ พระเอกไม่หล่อ  นางเอกก็เป็นจราจรเหนื่อย ๆ หน้าตามันๆ ไม่ได้แต่งหน้า

แต่งตัวสวยเลย  หนังมีหลาย ๆ ซีนที่น่าจดจำอย่างฉากแทนความอัดอั้นในใจของ  

จุงวอน  ที่ไม่บอกใครเลยว่าเขากำลังจะจากไปด้วยโรคร้าย  จุงวอนพยายามสอน

พ่อให้ใช้รีโมททีวี  จุงวอน  หงุดหงิดที่สอนพ่อหลายหนแล้วพ่อก็ใช้ไม่เป็นสักที

พยายามอดกลั้นอารมณ์เพราะไม่สามารถพูดออกมาได้ว่า  ถ้าผมตายไปแล้วใคร

จะมากดรีโมทให้พ่อ  ฉากจากลาของ  จุงวอน  และ  ดาริม  ที่ไม่มีแม้แต่การ

เผชิญหน้า  จุงวอน  มานั่งแอบมอง  ดาริม  ผ่านกระจกร้านอาหารแล้วเอามือ

สัมผัสภาพดาริมที่ยืนอยู่ไกล ๆ ผ่านกระจก  แทนความหมายถึงการโหยหาอยาก

สัมผัสแต่เขาไม่มีโอกาสแล้ว  หนังมีบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบ  ใช้ภาษาภาพ

ถ่ายทอดความรู้สึกแทนคำพูดได้ดี

 

 

 

ต่อด้วย  5.Mr.Holland’s  Opus  (1995)

ไม่ใช่ว่ามีแต่ญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่ทำแต่หนังสร้างอารมณ์ตื้นตันเป็น  ฮอลลีวู้ดก็มีครับ  

แล้วเป็นหนังที่ทำฉากจบ 10 นาทีที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ  ตื้นใจได้ดีที่สุดเท่า

ที่เคยดูมาเลย

เกล็น  ฮอลแลนด์  ครูดนตรีได้รับการบรรจุที่โรงเรียนมัธยม  จอห์น  เอฟ.  

เคนเนดี้  ด้วยอยู่ในวัยสร้างครอบครัว  ฮอลแลนด์  จึงได้แต่สอนให้จบ ๆ

ไปวัน ๆ  โรงเรียนเลิกก็รีบแจ้นกลับบ้าน เสาร์  อาทิตย์  ก็รับจ๊อบเป็นครูสอนขับรถ  

จนกระทั่งพฤติกรรมไม่เอาใจใส่ไปเข้าตาครูใหญ่  เขาจึงถูกเรียกไปเตือนโดย

ให้ข้อคิดว่า  ครูที่ดี จะต้องเป็นเข็มทิศให้กับนักเรียนด้วย  คำพูดของครู

ใหญ่ไปสะกิดใจให้  ฮอลแลนด์  ได้สำนึกและเปลี่ยนพฤติกรรรมใหม่  เอาใจใส่

นักเรียนมากขึ้น ให้เวลานักเรียนที่มีปัญหาแต่ละคนเป็นพิเศษ  อย่างเช่น  

เกอทรูด แลง  เด็กหญิงผมแดง  ที่มีปมด้อยเพราะตัวเองอยู่ในครอบครัวคนเก่ง

แต่ตัวเองไม่มีพรสวรรค์อะไรเลยสักอย่าง  หรือ  หลุย รัส เด็กดำหัวทึบที่จะโดน

ให้ตกถ้าไม่สามารถทำคะแนนได้ถึงเกณฑ์  ฮอลแลนด์ก็เอามาเข้าวงโยธวาทิต  

สอนให้ตีกลองจนเป็น  หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ  ฮอลแลนด์ผ่านแต่ละยุคสมัย

โดยแทรกเหตุการณ์สำคัญในยุคนั้น ๆ  อย่างเช่น  อเมริกายกพลไปรบในสงคราม

เวียดนาม  หรือ การตายของ  จอห์น เลนนอน  ในครึ่งหลังหนังหันมาเน้นชีวิต

ส่วนตัวของ  ฮอลแลนด์  เขาได้ลูกชายแต่กลับเหมือนมีกรรม  ฮอลแลนด์ในฐานะ

ครูดนตรีแต่กลับมีลูกชายที่หูหนวกไม่สามารถได้ยินและเข้าใจดนตรีของพ่อได้ 

ลูกชายโตขึ้นมาพร้อมกับปัญหาตึงเครียดภายในบ้าน  ฮอลแลนด์  โทษชะตาชีวิต

ตัวเองที่มีลูกพิการทางการได้ยินและไม่คิดว่าลูกจะได้ยินดนตรีของเขา  ฉากกินใจ

ฉากหนึ่งในหนัง  คือฉากที่โคลเปิดใจกับพ่อว่า  พ่อเอาแต่สอนคนอื่นไม่เคยมอง

ลูกชายตัวเอง  พ่อเอาแต่คิดว่าผมไม่สนใจ  ไม่ได้ยินดนตรีของพ่อ  เป็น

อีกคำพูดหนึ่งที่ทำให้  ฮอลแลนด์ ฉุกคิดและเริ่มหันมามองลูกชายตัวเอง  

ฮอลแลนด์  ไปปรึกษาอาจารย์สอนคนหูหนวกเรื่องการทำ คอนเสิร์ตเพื่อคนหูหนวก

โดยการใช้แสงสีเข้ามาประกอบแทนการได้ยินและปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลง Beautiful  

Boy  ที่ฮอลแลนด์หัดร้องพร้อมภาษามือเพื่อลูกชายของเขา  เป็นเพลงที่ฮอลแลนด์

ร้องได้ไม่เพราะเลยแต่กลับให้ความรู้สึกที่สวยงามมาก ๆ  ฮอลแลนด์ผ่านการทด

สอบชีวิตอีกครั้งเมื่อ โรวีนา  ลูกศิษย์คนสวยเสียงดีเข้ามาเป็นนางเอกในละครเวที

ของเขา  โรวีนา  ทำให้ฮอลแลนด์ ไขว้เขวพอดู  ถึงกับแต่งเพลงให้เธอ  เมื่อละคร

เวทีจบ  โรวีนา  ตัดสินใจเลิกเรียนและหันไปเผชิญโชคในนิวยอร์ก  ซึ่งเธอคิดว่า

นั่นคือหนทางที่จะพาเธอไปสู่ความสำเร็จในโลกการแสดง  โรวีนา ชวนครูฮอล

แลนด์ให้ทิ้งครอบครัวแล้วไปนิวยอร์กกับเธอ  ฮอลแลนด์  ดูจะครุ่นคิดกับข้อเสนอนี้  

แต่ก็เลือกทางที่ถูกได้  

เข้าสู่ยุค 90  โรงเรียนโดนตัดงบวิชาดนตรี  ฮอลแลนด์  โดนให้รีไทร์  ในวันสุด

ท้ายที่โรงเรียน  ฮอลแลนด์  ได้รับของขวัญที่ประทับใจทั้งตัวเขาและคนดู  ศิษย์

ทั้ง  30 ปี  ตลอดชีวิตการสอนของเขากลับมาจัดคอนเสิร์ตซิมโฟนีให้  ศิษย์คน

สำคัญที่มีบทบาทสำคัญมาตลอดเรื่อง กลับมาปรากฏตัวร่วมกันส่งครูที่รักของเขา  

คุณครู  ฮอลแลนด์  รับบท  โดย  ริชาร์ด ไดรฟัส  ดาราเจ้าบทบาทคนนึงที่มีผล

งานดราม่าดี ๆ หลายเรื่อง  แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จในด้านรางวัลเลย

Mr.Holland’s  Opus  เป็นหนังครู  นักเรียน  ที่ดีมาก ๆ เรื่องหนึ่งในจำนวน

หนังครูอีกหลาย ๆ เรื่องที่น่าประทับใจไม่แพ้กันอย่าง  Freedom  Writer ,

Dangerous  Mind , Dead  Poet Society

                                                                                                                                                                                                                              
 
6.cinema paradiso 1988
1ในหนังที่ชีวิตนี้ต้องดู หนังไปได้รางวัลออสการ์ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

ก่อนได้ดูก็ได้ยินนักวิจารณ์ คนที่เคยดูมาแล้วชื่นชมกันนักหนา ได้ดูแล้วก็

ปลาบปลื้มประทับใจไปด้วยจริงๆ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้เพื่อนๆทุกคนดู

หนังเล่าเรื่องเด็กน้อย โตโต้ ที่ชอบดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ชอบไปขลุกอยู่กับ 

อัลเฟรโด้ ชายแก่ที่ทำหน้าที่ฉายหนังในโรงหนัง ซึ่งสมัยนั้นเป็นหนังเงียบ

ถึงแม้ว่า โตโต้ จะโดนแม่ทั้ง ตี ทั้งห้ามไม่ให้ไปเล่นในโรงหนัง แต่โตโต้ก็

ยังแอบดอดไปอยู่กับ อัลเฟรโด้ อยู่ดี หนังเล่าเหตุการณ์ความผูกพันธ์ ระหว่าง

โตโต้ กับ อัลเฟรโด้ ได้ซาบซึ้งดี จากชายแก่ที่รำคาญเด็กกวนใจ กลายเป็น

ความรัก ดั่งพ่อกับลูก วันหนึ่งไฟไหม้โรงหนัง เด็กน้อยโตโต้ ก็เป็นคนที่ช่วย

อัลเฟรโด้ ออกมาจากกองเพลิง อัลเฟรโด้ ตาบอด โตโต้ รับหน้าที่เป็นคนฉาย

หนังแทน หนังเข้าสู่องก์ที่2 โตโต้เป็นวัยรุ่น เริ่มศึกษาการถ่ายหนัง โดยได้แรง

สนับสนุนจากอัลเฟรโด้ จน โตโต้ ตัดสินใจเดินทางจากเมืองบ้านนอกไป

เรียนภาพยนตร์อย่างจริงจัง นี่คือซีนที่เรียกน้ำตาได้ดีที่สุดหลังจากปูความ

ผกพันธ์ระหว่างโตโต้กับอัลเฟรโด้มาถึง2ชั่วโมงเต็ม ก็หักอารมณ์ด้วยฉากลา

จาก  อัลเฟรโด้ ในวัยชราตาบอด เดินทางไปส่ง โตโต้ ที่สถานีรถไฟ กล่าวลา

โตโต้ “อย่ากลับมานะ อย่าคิดถึงอะไรอีก ไม่ต้องเขียนอะไรถึง ลืมพวกเราซะ

อย่ายอมแพ้ต่อความคิดถึง ถ้ากลับมาฉันจะไม่ให้เธอเข้าบ้าน” เป็นคำกล่าวลา

ที่ฟังดูแรง กร้าน แต่เต็มไปด้วยความรัก หนังยังต่อด้วยองก์ที่3 อีก1ชั่วโมง

โตโต้ในวัยกลางคนที่กลายเป็นผู้กำกับดัง เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้าน ยังมีฉาก

น่าประทับใจอีกหลายๆฉากในเรื่อง เป็นหนังที่ยาวมาก คุ้มค่ากับการสละเวลา

2ชั่วโมง53นาที ดูจริงๆครับ
 
                                                            
                                                                                                                                    

 
7.not one less 1999
ผมชอบหนังดราม่าทุนต่ำของ จางอี้โหมว มากกว่า หนังฟอร์มใหญ่ทุนสูงของเขา

จางอี้โหมว สร้างชื่อมาจากหนังติดดินแบบนี้แหละครับ และในหนังดราม่า

มีเรื่องนี้แหละที่ทำผมสะอื้นระคนความสงสัยในตัวเองมากที่สุด หนังเล่าเรื่อง

เหว่ยหมิงฉี คุณครูสอนแทนวัย13ปี ที่ต้องมาดูแลเด็กนักเรียนเล็กๆทั้งชั้น

แทนครูใหญ่ที่ต้องเข้าไปดูแลแม่ที่ป่วยถึง1เดือนโดยมีข้อตกลงไว้ว่า หมิงฉี

จะได้ค่าจ้างพิเศษอีก10หยวนก็ต่อเมื่อวันที่ครูใหญ่กลับมา แล้วนักเรียนทั้งชั้น

จะต้องอยู่ครบ ไม่ขาดไปสักคนเดียว   ตรงคำนี้แหละครับ ที่เป็นชื่อเรื่อง not

one less เด็กอายุ13ในแดนกันดารของประเทศจีน กับเงิน 10 หยวน ประมาณ

40บาท มีค่ามหาศาลสำหรับเธอ จุดพลิกผันของเรื่องคือวันหนึ่ง จางหุยเคอะ

เด็กเกเรที่สุดในห้องกลับหายตัวไปจากชั้นเรียน ด้วยความต้องการเงิน10หยวน

ที่เธอจะได้รับจากครูใหญ่ หมิงฉี สืบทราบว่า จางหุยเคอะ โดนแม่ลากตัวไปทำ

งานในเมือง หมิงฉี จึงเข้าเมืองไปตามหา จางหุยเคอะ เมื่อเธอหมดหนทางในการ

ตามหา ทางออกที่เธอคิดได้ คือไปติดต่อสถานีโทรทัศน์ขอประกาศหา จางหุยเคอะ

ไม่มีทางที่สถานีจะยอมให้เด็กผู้หญิงที่ไหน มาออกโทรทัศน์ง่ายๆหรอก เธอถูก

ปฏิเสธ แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ หมิงฉีนอนเฝ้าอยู่หน้าประตูสถานีอยู่หลายวัน

จนผู้บริหารสถานี ยอมให้เธอออกอากาศประกาศตามหา จางหุยเคอะ แต่เมื่อถึง

เวลาออกอากาศ หมิงฉี กลับนิ่งเงียบ สร้างความอึดอัดทั้งห้องส่ง และคนดูอย่าง

เราๆ ตามหามาตั้งนานจนได้ออกทีวีแล้วกลับไม่พูดอะไร กินเวลานานนับนาที

จนเมื่อวินาทีสุดท้าย หมิงฉี ถึงได้ปล่อยโฮออกมาพร้อมกับคำพูด”จางหุยเคอะ

กลับมาหาครูเถอะ” หนังตัดมาทาง จางหุยเคอะ ล้างจานอยู่ เงยหน้าขึ้นมาเห็น

ครูในทีวีร้องไห้ตามหาตน ก็ร้องไห้ออกมาอีกคน คนดูเห็น หมิงฉี ร้องไห้ จาง

หุยเคอะร้องไห้ ก็จะร้องไห้ตาม ผมซาบซึ้งกับฉากนี้สุดๆผสมกับความสงสัย

ในตัวเอง ว่าจะไปเศร้ากะครู ลูกศิษย์คู่นี้ทำไมเนี่ย ทั้งๆที่ทั้งคู่ไม่ได้มีความรักกัน

เลย หมิงฉี ตามหา จางหุยเคอะ เพราะเงินค่าจ้าง10หยวนเท่านั้น ต้องชื่นชม จางอี้

โหมว ครับ ที่สามารถสร้างซีน ที่ดึงอารมณ์ร่วมคนดูออกมาได้ ในช่วงเวลาไม่กี่นา

ที โดยไม่ต้องมีเหตุและผลมารองรับ 
 
 
                                                                                                                                                                                                  

8.the letter จดหมายรัก 2004

นี่คือหนังที่เศร้าที่สุด ในจำนวนหนังเรียกน้ำตาทั้งหมด ดูแล้วจะร้องไห้ตาย ทำไมมัน

ช่างอุดมไปด้วยฉากทำร้ายจิตใจขนาดนี้นะ ผมชอบดูหนังดราม่า แล้วหนังที่เรียกอา

รมณ์ร่วมได้สุดๆกลับเป็นหนังของประเทศเราเอง ภูมิใจครับ ในเรื่องงานกำกับ และงาน

แสดง ผมถือว่าสมบูรณ์มาก โดยส่วนตัวชอบ และศรัทธา ในตัวผู้กำกับหญิง ผอูน

จันทศิริ คนนี้มาก ติดตามมาตั้งแต่งานละครเรื่อง มารยาริษยา ละครเรื่องแรกๆเลย

ที่เอา ลูกเกด มาเล่น เป็นละครน้ำดี ที่หลีกหนีแพทเทิร์น แม่ผัว ลูกสะใภ้ พระเอก

คุณชาย ตัวร้ายกรี๊ดๆได้ แต่ในวันนี้จะมีสักกี่คนที่จำได้ว่า เจ๊หมอน ที่เล่นเอาฮาได้

ในซิทคอม เป็นต่อ คือผู้กำกับเก่ง คนหนึ่งของวงการหนังไทย แอน ทองประสม

เล่นเป็นดิว สาวกรุงเทพ โปรแกรมเมอร์ มางานศพยายที่เชียงใหม่ ได้บังเอิญรู้จักกับ

ต้น อรรถพร ธีมากร ที่มาในภาพลักษณ์ ดำๆเชยๆ เหมาะกับบท นักพันธุศาสตร์

ทำงานกับต้นไม้ ทั้งคู่ถูกใจกัน ลงเอยด้วยการแต่งงานกัน ดิวย้ายมาอยู่เชียงใหม่

กับต้น ช่วงเวลาความสุขสั้นหนักหนา ต้นป่วยด้วยโรคร้าย แล้วก็จากดิวไป หนัง

ตั้งอกตั้งใจทำร้ายนางเอก หนักหนา เริ่มเรื่องมายายตาย ต่อมาเพื่อนรักที่ทำงาน

ด้วยกัน เช่าห้องอยู่ด้วยกัน มาตายไป ดิวทำใจไม่ได้เลยย้ายมาอยู่เชียงใหม่ พอ

ได้แต่งงาน สามีมาตายอีก หนึ่งชั่วโมงหลังของเรื่องมีแต่น้ำตา ต้นเริมกิจกรรม

ทำร้ายจิตใจเมีย ด้วยการส่งจดหมายรัก พร่ำพรรณนาถึงความรักที่เขามีต่อ ดิว

มาให้อ่านเรื่อยๆ ดิวอ่านไปก็ร้องไห้ไป คนดูเห็นดิว ร้องไห้ก็ร้องตามอีก จดหมาย

ทะยอยๆมาเรื่อยๆ น้ำตาก็ท่วมจอไปเรื่อยๆ จบสุดท้ายด้วยวีดีโอ ที่ต้นอัดไว้ให้เมีย

ดู "ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนหล่อเหลา หรือดีวิเศษอะไรเลย ผมอยากจะบอก

กับดิวว่า ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เจอดิว ผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมจะทำทุกอย่างเพื่อ

คุณ ผมจะทำให้ดิวเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด ผมจะไม่ทำให้ดิวต้องเสียน้ำตาอีก

 มีอย่างนึงที่ผมอยากจะขอดิว อย่าลืมผมนะ วันนึงข้างหน้ามันอาจจะนานมาก แต่

ไม่ว่ามันจะนานแค่ไหน เราต้องได้กลับมาพบกันอีก เราจะกลับมาพบกันอีก ผมสัญ

ญา ดิว ผมรักคุณ" ถ้าพิจารณาเอาตามความหมายแล้ว ต้นทำไปด้วยความหวง

มากกว่าห่วง แต่ถ้าไม่สนใจสาระ รับกันแค่ความรู้สึกที่ ผู้กำกับตั้งใจสื่อถึงคนดู

สำเร็จเกินครับ หนังเรื่องนี้เรียกน้ำตากันเอาเป็นเอาตายทีเดียว ส่วนที่ดีที่สุดของ

หนังเรื่องนี้ คือการแสดง ของแอน ทองประสม ที่ผมคิดว่า ดีที่สุดในชีวิตการ

แสดงของเธอแล้ว และ จดหมายรัก นับได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีซงานเขียนบทของ

คงเดช จาตุรนรัศมีเลยครับ
 
                                                                                                                                 


                                                                                                                                                                                                                   


9.failan 2001
หนังรักเรียกน้ำตาที่ฉีกขนบหนังดราม่าทุกเรื่อง 100ทั้ง100 หนังรักจะต้องปูเรื่องให้

คนดูอินกับความรักความผูกพันธ์ของพระเอก นางเอก ให้เห็นการฝ่าฟันช่วง

เวลาทุกข์สุขของทั้งคู่ แล้วก็ลงเอยด้วยการพลัดพรากหรืออุปสรรคให้มันเกิด

ความเศร้าโศกบนจอ แต่กับเฟ่ยหลานไม่เป็นอย่างนั้น จางป๋อจือ ดาราไต้หวัน

ที่โดดมารับเล่นหนังเกาหลี ก่อนดังเป็นพลุแตกเพราะคลิปหลุดรับบท เฟ่ยหลาน

เด็กสาวจากไต้หวัน มาหางานทำใน เกาหลี ญาติเพียงคนเดียวก็ไปต่างประเทศ

เสียแล้ว  ทำให้เธอต้องดิ้นรนทำงานใน เกาหลี ให้ได้ เหมือนกับอเมริกา จะอยู่

ได้ก็ต้องมีกรีนการ์ด เฟ่ยหลานใช้บริการสำนักงานจัดแต่งงานหลอกๆให้เธอกับ

คังแจ รับบทโดยดาราเจ้าบทบาทของเกาหลี ซอยมินซิก(old boy) คังแจ เป็น

นักเลงปลายแถว คังแจรับจ้างจดทะเบียนกับเฟ่ยหลาน ก่อนเซ็นชื่อเขาชะโงก

หน้ามาดูเจ้าสาวของเขา 1 วินาที แค่นั้นจริงๆแล้วก็รับเงินจากสำนักงานไป ผ่าน

ไปไม่นาน ตำรวจมา แจ้งให้ทราบว่า เฟ่ยหลานเมียตามกฏหมายของเขาเสียชีวิต

แล้ว ให้เขาเดินทางไปรับศพ ช่วงเวลาหดหู่ของหนังเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่จุดนี้ คังแจ

ได้พบเห็นสภาพความเป็นอยู่ของเฟ่ยหลาน ที่ลำบากเป็นลูกจ้างร้านซักผ้า กำลัง

ใจที่ทำให้เฟ่ยหลานสู้ต่อ ก็คือภาพถ่ายเพียงใบเดียวของคังแจ ที่เฟ่ยหลานมักจะ

พูดกับรูปถ่ายว่า “คุณเป็นคนที่ใจดีที่สุดในโลก ที่ยอมแต่งงานกับฉัน”  หนังย้อน

ภาพชีวิตและความในใจของเฟ่ยหลานผ่านจดหมาย ที่คังแจ นั่งอ่านริมทะเล

ซีนนี้ล่ะที่ผมคิดว่าดีที่สุด เรียกน้ำตาได้โดยไม่ต้องมีฉากโรแมนติคระหว่าง

พระเอก นางเอกเลย เป็นหนังที่ผมชื่นชมในเรื่องการเขียนบทเรื่องหนึ่ง คังแจ

นักเลงปลายแถวที่ไม่มีค่าเลยในแก๊ง โดนกลั่นแกล้ง หรือแม้กระทั่งยอมติดคุก

แทนเพื่อน แต่ในนาทีที่เขาได้อ่านจดหมาย รับรู้ความในใจของเฟ่ยหลานแล้ว

เป็นนาทีที่เขาตระหนักถึงคุณค่าในตัวเองขึ้นมา คนไร้ค่าอย่างเขากลับเป็นคน

ที่มีคุณค่าทางจิตใจของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ทำความ

รู้จักกับเธอ และเวลาที่เขารับรู้ถึงคุณค่านั้นก็น่าเสียดายที่สุด เพราะมันสายไป

แล้ว เฟ่ยหลานเป็นหนังที่จบแบบทำร้ายจิตใจนะครับ 
 
 
                                                                                                                                                  
10.somewhere in time 1980

somewhere in time หรือในชื่อไทยที่ตั้งได้สวยมากๆว่า “รักเอยไม่เคยเลยลับ”

ผมได้ดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุประมาณ 14-15 ประทับใจมากๆ เป็นหนังที่ผสมผสาน

ความโรแมนติก กับ ไซไฟ ได้ลงตัว ผูกเรื่องได้ดี มีเหตุผลรับส่ง เป็นหนังที่ออกฉาย

ใกล้ๆกับ ซูเปอร์แมนภาคแรก ซึ่งผมกำลังตื่นเต้นกับภาพลักษณ์ของ คริสโตเฟอร์

รีฟในบท ซูเปอร์แมนอยู่แล้ว เลยมีหลายๆจุดในเรื่องนี้ให้จดจำ ภาพสวย พระเอก

หล่อ นางเอกก็สวย เพลงประกอบก็เพราะ ที่สำคัญผมไม่เคยดู ไม่เคยอ่าน ทวิภพ

ก็เลยไม่เกิดสะดุดใจในระหว่างที่ได้ดู somewhere in time มาได้รู้จัก ทวิภพ ก็

ตอนช่อง3 ทำเป็นละครฉายทีวี ซึ่งผ่านไปเกือบยี่สิบปีให้หลังแล้ว ริชาร์ด นัก

เขียนหนุ่มมีปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จงานเขียนของเขา ในงานมีหญิงชราลึกลับวัย

80 มามอบนาฬิกาพกให้กับเขา พร้อมกับบอกว่า “come back to me”แล้วก็จาก

ไป ทิ้งความงุนงงไว้ให้กับริชาร์ด ที่ต้องสืบค้นว่าหญิงชราคนนั้นเป็นใคร ริชาร์ด

สืบพบว่าหญิงชรานาม เอลิส คนนี้มีภาพวัยสาวที่สวยประทับใจริชาร์ดมากๆ

แขวนอยู่ที่ แกรนด์โฮเต็ล ริชาร์ดรู้สึกลุ่มหลงกับภาพของ เอลิส มาก ทำให้เขา

ศึกษาการทำสมาธิ แล้วย้อนเวลาไปหา เอลิส ในปี 1912 ได้สำเร็จ ในปีนั้น

เอลิส ยังไม่รู้จัก ริชาร์ด เขาต้องหาทางอยู่ในยุคอดีตและพิชิตใจเธอให้ได้ 

แล้วก็มาถึงจุดที่ทั้งคู่ได้มีช่วงเวลาที่มีความสุขด้วยกัน บทหนังก็กลั่นแกล้ง

ทั้งตัวละครและคนดู ให้ริชาร์ดต้องกลับมาเวลาปัจจุบัน ริชาร์ดพยายามอย่าง

ที่สุดที่จะกลับไปหา เอลิส ที่ยังรอคอยเขาอยู่โดยที่เขาไม่ได้กล่าวลา ผมเคย

ดูหนังที่เห็นพระเอกรักนางเอกได้ที่สุดที่เคยดูมา ก็เรื่องนี้แหละครับ รักได้จน

ตัวตาย หนังไม่แฮปปี้เอนดิ้งอีกแล้ว แปลกที่วรรณกรรมไทยอมตะ2เรื่อง

ไปละม้ายกับวรรณกรรมตะวันตกดังกับว่าลอกพล็อตมา อย่างคู่แรกที่กล่าว

ไปแล้วอีกเรื่องก็ กาเหว่าที่บางเพลง กับ village of the damned 1995 ที่

ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดออกฉายไล่หลังหนัง กาเหว่าที่บางเพลงได้ไม่นาน น่า

แปลกที่ว่าทั้ง2เรื่อง มี คริสโตเฟอร์ รีฟ เป็นพระเอกทั้ง2เรื่อง

edit @ 11 Aug 2009 13:47:45 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 13:49:12 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 13:57:06 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 14:42:31 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 14:47:31 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 15:03:25 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 15:27:24 by thejui

edit @ 11 Aug 2009 17:55:30 by thejui

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

ชอบalwayมั่กๆ โคดๆเลยล่ะ ส่วนthe letter แม่มมเล่นเอาซึม... ตัวเอกเล่นดีมั่ก เรื่องอื่นๆไว้จะมาหาดูต่อไป เชิญญญconfused smile
cinema paradiso เราหาดูไม่ได้เเล้วอ่ะ
The letter สุดยอดหนังของประเทศไทยแล้วHot! Hot!

#3 By หนังสือโง่ๆ on 2011-06-26 15:29

ได้ดูแค่ออลเวย์ จดหมายรัก และคริสตมาสอินออกัส น้ำตาทะลักเช่นกัน อยากดูยายกับเด็กแต่ไม่กล้าดูสักที แค่เห็นตัวอย่างน้ำตาก็ไหลพรากๆๆ

#4 By แพมเพิ่ด (61.90.10.159) on 2011-09-02 17:00

บันทึกน้ำตา1ลิตร ไม่ติดหรอ
หนังดีมากนะ
ผมดูไปกว่าครึ่งแล้วใน10อันดับนี้
แต่ผมว่าสู้เรื่อง บันทึกน้ำตา1ลิตร ไม่ได้สักเรื่องเลยอะ

#5 By สารสนเทศ (14.207.181.112) on 2011-10-13 16:43