เวลาดูหนังตลาดสักเรื่อง โดยตั้งเป้าเพื่อเสพความบันเทิง ผมพึงทำใจรับไว้เสมอว่านี่คือ
หนังตลาดนะสร้างมาตอบสนองคนดูหมู่มาก ไม่ใช่หนังที่สร้างเอากล่อง เอารางวัล
ถ้าหนังมันจะมีจุดอ่อน ไม่ตรงตามความเป็นจริง ขาดเหตุผลบ้างก็ช่างมันเถอะ
ถ้าตรงตามชีวิตจริงไปซะหมด ก็ไม่ต้องไปดูหนังหรอก ดูสารคดีเอาแทนก็ได้
เขาเขียนบทแบบนั้นมา ให้พระเอกมันเก่ง ผู้ร้ายมันโง่ หนังมันจะได้สนุก
แต่ถ้าหนังตลาดเรื่องนั้น มีแต่จุดอ่อน ดูแล้วเห็นจุดอ่อนมากกว่าความบันเทิงของหนัง
หรือถ้าบทภาพยนตร์มันซีเรียสจริงจังกับรายละเอียดมากขึ้น ให้ความลึกกับบทนำ
แล้วจะทำให้เรื่องดูมีเหตุและผลน่าติดตาม หนังก็จะดูสนุกกว่านี้  ถ้าหนังเรื่องใดเพิกเฉย
ไม่ใส่ใจให้ความสำคัญกับ พื้นฐานงานบทในจุดนี้ ปล่อยจุดอ่อนออกมาวิ่งเพ่นพ่าน
ผมว่าหนังเรื่องนั้นไร้คุณค่าสุดๆ ผมกำลังพูดถึง จีจ้า ดื้อ สวย ดุ หนังที่น่าผิดหวังที่สุดของปี 2552

น่าผิดหวังที่ผู้กำกับอย่างราเชนท์ ลิ้มตระกูล ผู้กำกับระดับขึ้นหิ้ง สร้างผลงาน
มาสเตอร์พีซไว้ให้วงการอย่าง "โลกทั้งใบให้นายคนเดียว" ผลงานมากเสียงตอบรับ
หลายรางวัล หลังจากโลกทั้งใบ ราเชนท์ขึ้นแท่นประธานบริษัท อาวอง เป็นค่ายผลิต
หนังในเครือ อาร์เอส หลังจากนั้น ราเชนท์ ไม่กำกับหนังอีกเลย
จนย้ายมาอยู่กับสหมงคลฟิล์ม ตอนเห็นชื่อผู้กำกับผมรู้สึกว่า ดื้อ สวย ดุ น่าสนใจขึ้นมาทันที
เพราะเบื่อกับหนังมาเชียลอาร์ต สไตล์เกมคอมพิวเตอร์ฆ่าบอสเล็กแล้วไปฆ่าบอสใหญ่
ของปรัชญาเสียเหลือเกินตั้งความหวัง รอดู แต่ไม่อยากถึงกับไปซื้อตั๋วดูในโรง เพราะรู้สึก
เฝือกับหนังเตะต่อยเสียเหลือเกินแต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าหนังในมือ ราเชนท์ ต้องมีอะไรดี

นั่งดูไปแล้วก็รำพึง "หนัง..........ไรวะ" เนื้อเรื่องเบาโหวง บทอ่อนหัด ดูไปมองเห็นปรัชญา กลับมาเป็นปรมาจารย์ไปเสียทันใดอย่างน้อยหนังปรัชญา ก็ยังให้ความสำคัญกับพื้นเพ ที่ไปที่มาของบทนำมากกว่านี้ แต่เรื่องนี้พี่ปรัชญาก็นั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ด้วยนะดูแล้วเหมือนทีมงาน หมดเวลาไปกับการดัดจริต (เพราะมันเกินคำว่าประณีตบรรจงไปเสียแล้ว) กับงานกำกับศิลป์ ใช้คำว่า กำกับศิลป์ ก็ไม่สมควรเพราะศิลป์ที่เข้ามาในภาพ มันดูสวยจริง แต่ขัดกับสภาพแวดล้อมและเรื่องราวเสียเหลือเกิน
ค่อยๆกล่าวถึงไปแต่ละอย่าง หนังเน้นเรื่องเมรัยยุทธ ในเรื่องจึงเต็มไปด้วยขวดเหล้า ขวดเหล้าสวยมาก ขวดเขียว น้ำเงิน แดง ถ่ายย้อนแสงสีขวดสดใส ทำไมไอ้ขี้หมู ขี้หมา ต้องกระแดะถ่ายเหล้าใส่ขวดสีพวกนี้ด้วย
รังของพวกจากัวร์ ที่ว่าเป็นองค์กรใหญ่ ทำไมต้องระเห็ดไปอยู่ในถ้ำ เนื้อเรื่องเล่าว่าจากัวร์จับผู้หญิงมาทำน้ำหอม ราคาโคตรแพง  แต่ระดับผู้บริหารจากัวร์ไม่มีห้องทำงาน นั่งเก้าอี้ตัวเดียวบนพื้นดิน แต่มีไฟห้อยตามเพดานอยู่ในถุงผ้าสีแดง ทีมงานอุตส่าห์คิดประดิษฐ์บรรจงจัง
แก๊งจากัวร์ไม่มีตังซื้อปืน มีลูกน้องเก่งเตะ เก่งต่อยอยู่สองตัว ไม่มีตังทำทางเดิน แต่ต้องใช้สะพานไม้ผูกเชือก
เหยื่อหญิงสาวที่โดนจับ ก็ไม่เอาไปขังนะ เอามานั่งตามบันได มีผ้าพริ้วๆห้อยประปราย
บอสใหญ่ของเรื่องที่เล่นโดยนักเพาะกายหญิง สรุปไม่มีใครรู้ชื่อ ต้องดูเครดิตท้ายเรื่องถึงรู้ว่าชื่อ จากัวร์ ลอนดอน
โผล่มาตอนท้าย พูดไม่กี่คำ ก็เตะๆต่อยๆเลย
ฝ่ายกำกับศิลป์ทำงานกันละเอียดดีครับ  ขนาดใบไม้ที่ปลิวมาโดนหน้าจีจ้า ยังอุตส่าห์เลือกสรรเอาใบไม้สีแดง เศษกระดาษยังเป็นหนังสือพิมพ์มีกราฟตลาดหุ้นด้วยเลย
ทีมงานลดๆความดัดจริตตรงนี้ลง แล้วแบ่งความสำคัญไปใส่กับการแคสติ้ง บทภาพยนตร์ จะยกระดับหนังขึ้นมาก
ตัวละครในเรื่อง โผล่ไปโผล่มาเหมือนกับ หนังจอมยุทธบู๊ลิ้ม ไม่ต้องทำมาหากิน ก็มีอันจะกินกัน
บ้านของจีจ้า หรือ ดื้อ ในเรื่อง ก็ดูสวยงามดีนะ แต่ไม่เห็นต้องทำงานเลย วันๆเอาแต่ซ้อมเมรัยยุทธ
แล้วทำไม พวกนี้ต้องมาอยู่ในฝรั่งเศส ประเทศฝรั่งเศสใช่ไหม เหมือนจะยังงั้นนะ

ทั้งสี่คน ขี้สนิม ขี้หมู ขี้หมา ขี้ควาย ไปเล่าเรียนเมรัยยุทธมาจากไหน ไม่มีที่ไปที่มา เอาตังที่ไหนซื้อเหล้ามากรอกปากเล่น ทั้งสี่คนมีความแค้นส่วนตัวกับ แก๊งจากัวร์ ที่บรรดาเมียของสี่ขี้โดนแก๊งจากัวร์จับตัวไปรีดเอาฟีโรโมนในน้ำตามาสังเคราะห์ทำน้ำหอมราคาแพงขาย แม้แต่พล็อตเรื่องน้ำหอมยังโขมยหนังเรื่อง parfume มาใช้เลย แก๊งจากัวร์ นี่ไม่ใช่คน มันต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว  เพราะมันสามารถลักพาตัวคนหายแว่บไปได้ภายใน3วินาที ไม่มีเสียงร้องด้วย

เริ่มเรื่องมา ดื้อเป็นมือกลองวงดนตรีตามผับ  อกหัก เห็นแฟนพาหญิงอื่นมาเที่ยวผับ โดนไล่ออกจากวง  เดินเมาเหล้าโดนจากัวร์จับตัวไป  แก๊งสี่ขี้ไปช่วยดื้อออกมา  ดื้อเรียนเมรัยยุทธจากสี่ขี้ แล้วยอมเอาตัวเองเป็นเหยื่อล่อจากัวร์ สี่ขี้บุกไปช่วยดื้อ ร่วมมือกันไปกระทืบหัวหน้าแก๊งจากัวร์ จบ
กลุ้มใจ ทำไมทำหนังแบบนี้  สงสารจีจ้า ตั้งใจแต่เจอทีมงานทำหนังคุณภาพแบบนี้ มีแต่ลงหลุม
บทเบาโหวง เป็นการ์ตูนเสียยิ่งกว่าหนังที่สร้างจากการ์ตูนเสียอีก ดูไปหน้าขึ้นแต่เครื่องหมายคำถามตลอดเวลา
มิหนำซ้ำแทนที่จะใช้ดารามีฝีมือ เอางานแสดงมาช่วยบทที่ล่องลอยแบบนี้ กลับเลือกใช้
นักแสดงสมัครเล่นๆล้วนๆ บทสนทนาจึงดูไม่ลื่นไหล พูดเหมือนท่องบท หน้าตาแต่ละคนไม่ขึ้นกล้องแต่ต้องพยายามทำตัวเท่ เวลาพูดคุยกันต้องนั่งเก๊ก ไม่มองหน้า ดูแล้วขัดตาขัดใจจะเท่ไปถึงไหน เรื่องดาราใหม่เล่นแข็งนี่ ผมไม่โทษตัวดารานะครับ ผมมองว่าผิดที่ ผู้กำกับนั่นแหละ ดูแล้วไม่รู้สึกเหรอว่าผ่านไม่ผ่าน ส่งกลับไปเรียนการแสดงใหม่ดีไหม หรือว่ามองกันแค่เตะต่อยเป็น บทสนทนาช่างมัน

ฉากบู๊ ที่ยังคงเป็นงานที่ดูแลโดยพันนา ที่พยายามหลีกหนีความซ้ำซากจำเจ เพิ่มความหลากหลายใช้ ท่าต่อสู้เป็นหมัดเมา ผสมบีบอย ผลที่ได้คือท่าต่อสู้ลีลาแปลกตา พริ้วไหวแต่ขาดความหนักหน่วง ความรุนแรงของการปะทะกันห่างจากงานของ จา พนม ท่าต่อสู้ดูชัดเจนว่าผ่านการออกแบบมา ขาดความเป็นธรรมชาติ แล้วก็ไม่ได้ต่างจากงานหนังมาเชียลอาร์ตก่อนหน้านี้ ที่อัดฉากเหล่านี้ เข้ามากันเกินอิ่ม ยังมีฉากที่เตะ ต่อย นิดเดียวสลบให้เห็นอยู่ประปราย ทำไมมันสลบกันง่ายจัง
เรื่องงานถ่ายภาพน่าจะเป็นส่วนที่ดีที่สุดของ ดื้อ สวย ดุ ฉากเอาท์ดอร์ถ่ายสวยมาก พิถีพิถันกับมุมกล้อง เดี๋ยวย้อนแสง เดี๋ยวย้อมสี ภาพสวยครับ

ที่ผ่านมา ผมมักจะเขียนถึงหนังที่ผมดูแล้วชื่นชม เรื่องไหนดูแล้วสนุกแล้วรู้สึกดี อยากเขียนแนะนำให้เพื่อนๆได้ไปหามาดูกัน ใครดูแล้วชอบกลับมาบอก ผมก็ดีใจ แต่เรื่องนี้ขอยกเว้นสักที ดูจบแล้วทนไม่ได้ ทำไมยิ่งทำยิ่งแย่ ไม่แนะนำให้ดูครับ ไม่ได้ความรู้สึกดีๆ กับการใช้เวลา ชั่วโมงกว่าๆไปกับหนังเรื่องนี้เลย คุณภาพแบบนี้เอาไปขายต่างประเทศไม่อายเขาเหรอ ไม่เคยเขียนวิจารณ์ทางลบกับหนังเรื่องไหนได้มากเท่านี้เลย


edit @ 4 Nov 2009 17:58:23 by thejui

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เราไม่ได้ดูอ่า

แต่ก็เห็นคนมาโพสเยอะอยู่นะเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ว่า ผิดหวังเป็นอย่างมาก และที่เห็ชัดที่สุดก็คือ กระแสตอบรับไม่ดีเท่าที่ควรอ่า

#1 By เมกุมิ on 2009-11-04 18:21

แต่เราสนุกแฮะ

:)

#2 By THE.Pan * on 2009-11-13 20:41