ด้วยเครดิตผู้กำกับ ฉีเคอะ ที่ถนัดกับหนังแนวกำลังภายในย้อนยุค แต่ทิ้งห่างไปนาน ตั้งแต่เดชคัมภีร์เทวดา
โปเยโปโลเย บวกกับเรื่องราวของนักสืบ ที่สืบเรื่องราวการตายอย่างประหลาดในราชวังของ บูเช็คเทียน
ทำให้มีความรู้สึกอยากดูขึ้นมาทันที แต่กว่าจะได้โอกาสดูก็ผ่านไปสัปดาห์ที่สองแล้ว หนังเหลือรอบน้อย
แต่คนดูก็ยังค่อนโรงอยู่

ตี๋เ้หรินเจี๋ย เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์จีนรัชสมัยของบูเช็คเทียน ตี๋เหรินเจี๋ยเป็นผู้สำเร็จราชการ
มีความสามารถในการสืบสวนและคลี่คลายคดี จนได้รับการขนาดนามว่า "จอมสืบตี๋" ทำให้กลายมาเป็นตัวละคร
ในนิยายสืบสวน เรื่อง"ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บัลลังก์"บ้านเราก็มีออกมาโดยสำนักพิมพ์มติชนบุ๊คส์  และถูกสร้าง
เป็นซีรี่ย์มาแล้ว ผิดกันที่ว่า ตี๋เหรินเจี๋ยในนิยายเป็นชายสูงวัยร่างท้วม แต่เมื่อกลายมาเป็นหนังทุนสร้างสูงกลับ
กลายเป็นพี่หลิวไปซะงั้น ต้องเข้าใจจุดขายของหนัง ถ้าเป็นชายอ้วนหัวล้าน หนังคงจะน่าดูน้อยลงนะ

หนังเปิดตัวด้วยฉากอลังการสมเป็นหนังทุนสูงที่ค่ายมั่นอกมั่นใจกับ ฝีมือของฉีเคอะมาก เริ่มเรื่องราวในปี
คศ.690
พระนางบูเช็คเทียนที่รักษาการว่าที่จักพรรดิ์ อยู่7ปี ถึงเวลาจะขึ้นครองราชย์จริง จึงสั่งให้สร้างองค์พระจำลอง
ที่มี
เค้าโครงใบหน้าเหมือนตน องค์พระสร้างด้วยโลหะสูง 66 วา ระหว่างที่หัวหน้าคณะก่อสร้างกำลังนำฑูตเดินดูภาย
ในองค์พระ ก็เกิดไฟลุกไหม้ท่วมตัว เป็นที่น่าสยดสยองและสงสัยกับผู้เห็นเหตุการณ์ ทีมศาลสูงรีบเข้ามาทำคดี
พิสูจน์เศษซาก คนงานนับร้อยต่างอกสั่นขวัญแขวนว่า เป็นเพราะหัวหน้าคณะก่อสร้างไปทำยันต์ศักด์สิทธิ์หลุด
ร่วงจากเสาจึงเกิดอาเพศ หัวหน้าศาลสูงไม่เชื่อ กล่าวตำหนิคนงานว่างมงาย ว่าแล้วก็กระตุกยันต์สองผืนลงจากเสา
ให้ดู ขณะควบม้าเข้าวัง ร่างหัวหน้าศาลสูงก็เกิดไฟลุกท่วมขึ้นอีกราย เรื่องเริ่มได้น่าสนใจ ภายในสิบนาทีแรก
ก็เกิดเหยื่อสองราย ประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าคงจะไม่เป็นนิมิตอันดีที่เกิดเรื่องอาเพศแบบนี้ ไม่กี่วันก่อนจะถึงวันราชาภิเษกไม่นาน เทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ขนานนามกันว่า "ท่านผู้รู้" ก็ปรากฏกายขึ้นในวัง ในรูปกวางดาว มาพูดกับ
บูเช็คเทียนเป็นนัยยะว่าให้ตาม "ตี๋เหรินเจี๋ย" กลับเข้าวังมาทำคดีแล้วเรื่องอาเพศจะหมดไป ตี๋เหรินเจี๋ย ซึ่งติดคุก
มาได้8ปีแล้ว ข้อหาเป็นผู้นำการกบฏต่อต้านการปกครองของ บูเช็คเ่ีทียน เหตุเพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ยึดจารีต
ประเพณีเดิมไม่ศรัทธาในการปกรครอง ของสตรีเพศ ตี๋เหรินเจี๋ยแม้จะมีท่าทีกระด้างกระเดื่องที่ต้องมารับคำสั่งจาก
บูเช็คเทียน แต่ก็ต้องรับตราผู้สำเร็จราชการแต่โดยดี เพื่อเป็นผู้รับผิดชอบสืบคดีคนไฟลุกนี้ แต่บูเช็คเทียนเองก็
ไม่ได้วางใจตี๋เหรินเจี๋ยเสียทีเดียว จึงได้ส่งจิ้งเอ๋อ คนสนิทที่กำชับให้มาคอยปรนนิบัติแต่ึความจริงคือคอยเฝ้าดู
พฤติกรรมของตี๋เหรินเจี๋ยมาคอยรายงาน

และยังมี ไพ่ตงไหล มนุษย์เผือกผมขาวผิวขาวที่เป็นรองศาลสูงมาคอยตามสืบคดีนี้อีกคน ทั้งสามคนร่วมงานกัน
สืบหาเบื่องลึกเบื้องหลัง โดยที่ทั้งสามต่างก็ไม่ไว้ใจกันและกัน ตัวตี๋เหรินเจี๋ยก็มีอดีตที่เป็นกบฏต่อบูเช็คเทียน
ตัวจิ้งเอ๋อ ถึงแม้เป็นตัวแทนของบูเช็คเทียนแต่ก็ดูมีเลศนัยลึกลับ ตัวไพ่ตงไหลก็เป็นผู้ต้องสงสัย เหตุที่เขาเป็น
รองศาลสูงเมื่อหัวหน้าตาย ตัวเขาก็จะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าศาลสูง การร่วมงานของทั้งสามจึงดำเนินไปด้วยความ
ตึงเครียด และมีความขัดแย้งในตัวเองสูง โดยเฉพาะตี๋เหรินเจี๋ยที่ต้องมาทำงานให้กับ คนที่ตัวเองต่อต้านมาตลอด
และโดนจับใส่เข้าคุกมา8ปี

การสร้างสรรค์คาแรคเตอร์ทั้งสามที่มีบุคลิกต่างกันมาก แต่มีวิทยายุทธสูง ทำให้ใส่ฉากแอ็คชั่นฝีมือของหงจินเป่า
เข้าไปได้หลายซีน ตี๋เหรินเจี๋ยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สุขุมใจเย็น อ่านค่น วิเคราะห์ได้เร็ว ตี่เหรินเจี๋ย ใช้คฑาที่จักรพรรดิ์
มอบให้เป็นอาุวุธประจำกาย เป็นอาวุธที่ไม่เคยเห็นในหนังจีนเรื่องไหนมาก่อน เป็นกระบองสี่เหลี่ยม ไร้คมแต่ใช้ฟาดใ
ส่อาวุธศัตรูแล้วจะแตกหัก แต่ต้องตะโกนด้วยว่า "แตก"
ผิดกับไพ่ตงไหลที่เป็นหนุ่มใจร้อน มุทะลุดุดัน ที่ดูไปยังกับ แบทแมน เพราะอาวุธลับเต็มตัวไปหมด มีทั้งระเบิดไฟ
พรางตัว ไพ่ตงไหล ถนัดทั้งดาบ และขวานคู่ และอาวุธซัดที่พกติดตัวอีกมาก ฝีมือการสืบสวนก็ไม่ได้ดูด้อยไปกว่า
ตี๋เหรินเจี๋ย ซึุ่งถ้าดูไปแล้วเบาะแสสำคัญที่เป็นจุดคลี่คลายคดีเปิดเผยตัวคนร้าย ก็เป็นฝีมือการสืบค้นจากไพ่ตงไหล
นั่นเอง

จิ้งเอ๋อ ตัวละครหญิงที่บทเด่นมากกว่าบูเช็คเทียน ฝีมือวิทยายุทธเป็นเลิศใช้แส้เป็นอาวุธ สมกับที่เป็นองครักษ์
ประจำตัวของบูเช็คเทียน เธอกำความลับของปริศนาไว้มากมาย รับบทโดยหลี่ปิงปิง ดาราไม่คุ้นหน้านักแต่สวยดี 
ดูมีเสน่ห์ได้โดยไม่ต้องเมคอัพมากมายนัก มีฉากที่เธอยอมพลีกายให้ ตี๋เหรินเจี๋ย ด้วย เธอกล่าวว่าเป็นรับสั่งหนึ่ง
ที่ให้มาปรนนิบัติตี๋เหรินเจี๋ย จากบูเช็คเทียน น่าอิจฉาจัง
การสืบสวนของทั้งสามเจอเงื่อนงำต่างๆนาๆ ซ้ำยังต้องเจอเหล่าทหาร นักฆ่าซุ่มโจมตีอยู่เนืองๆ ตี๋เหรินเจี๋ยในฐานะ
เป็นคนเก่าแก่ในราชสำนัก รู้จักเรื่องราวในอดีตและบรรดาข้าราชการในยุคสมัยจักพรรดิ์ องค์ก่อน ทำให้พอ
ประติดประต่อเรื่องราวได้ ตี๋เหรินเจี๋ยตามเบาะแสไปถึงตลาดผี เป็นตลาดมืดที่อยู่ใต้ดิน ที่ตลาดผีมีอดีตหมอหลวง
หนีมากบดานอยู่ที่นี่ รับบทโดย เจิ้นจือเหว่ยที่เมคอัพจนแทบจำไม่ได้ หมอหลวงเป็นผู้ที่รู้ที่ไปที่มาเกี่ยวกับสารพิศวง
ที่เป็นเหตุให้คนโดนแสงอาทิตย์แล้วเกิดไฟลุกท่วมตัว การตามหาตัวหมอหลวงโดนขัดขวางโดยผู้รู้ชุดแดงผู้ซึ่งเป็น
ที่เคารพศรัทธาของบูเช็คเทียนแต่ ทำไมมาขัดขวางการสืบของ ตี๋เหรินเจี๋ย ทั้งสามต่อสู้กับ ผู้รู้ จนมาพบ วิหารไร้ขอบ
เขต ซึ่งเป็นที่ำพำนักของผู้รู้ ตี๋เหรินเจี๋ย มีแผนการจะบุกเข้าสืบหาเบาะแสในวิหารไร้ขอบเขตแต่โดนคัดค้านจาก
บูเช็คเทียน ไม่ให้ไปรบกวน ผู้รู้  ต่อจากนี้เป็นอย่างไรไปดูกันต่อ
การสืบสวนดำเนินไปค่อนข้างช้า มีตัวละครเกี่ยวข้องมากมาย ทำให้คนดูเดากันไปได้ต่างๆนาๆ มีปริศนาที่ต้อง
คลี่คลายมากมาย ทั้งปริศนาการทำให้ร่างคนไฟลุกเื่มื่อโดนแสงแดด และใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง และผู้รู้ คือใคร
มีอะไรในวิหารไร้ขอบเขต ส่วนสาเหตุของคนไฟลุก ที่ตลอดเรื่องกลับอ้างอิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาตลอด
สุดท้ายเฉลยออกมากลับเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นสำหรับนิยาย หาใช่สิ่งที่อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ทำให้รู้สึกเสียเวลา
ที่อุตส่าห์คิดตามมาตลอดเรื่อง

เป็นหนังฮ่องกงที่ผมรู้สึกว่ามีอิทธิพลของฮอลลีวู้ดมากที่สุดที่เคย ดูมา ทั้งเรื่องภาพ ฉากจริงผสม cg ที่แทบจะทั้ง
เรื่องที่เป็นฉากมุมกว้าง หลายๆฉากดูไม่กลมกลืนนัก โดยเฉพาะฉากมหาสมุทรที่มีฝูงเรือใบ จอดลอยลำอยู่ ฉาก
ไฟลุกคนก็ยังดูหลอกๆ มีที่ดูดีสมจริงก็คือตัวองค์พระ ที่ทำออกมาได้ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดี

สตาร์วอร์3ภาคหลัง จบไปหลายปีแล้ว แต่อิทธิพล เครื่องแต่งกายของเจ้าหญิงอมิดาล่า ยังส่งผลต่อวงการหนังทั่วโลก
ไปอีกนาน ไม่เว้นแม้แต่ตัวบูเช็คเทียน ที่ดูทรงผม และการเขียนคิ้วแล้ว ต้องบอกว่ารับมาเต็มๆ ทรงผมแต่ละซีนที่
ออกมาดูอลังการจริงๆ ทีมงานโปรดัคชั่น ทีมงานออกแบบฉาก ที่ถึงแม้จะรับอิทธิพลฮอลลีวู้ดมามากแต่ทำหน้าที่
ได้ดูทัดเทียมงานฮอลลีวู้ด จริงๆ เห็นได้ชัดในซีนแนะนำตลาดผี ที่เป็นภาพแทนสายตาคนนอกเมื่อเข้าไป มองเห็น
สภาพแวดล้อม ผู้คนที่ดูแปลกประหลาด เหมือนซีนในหนังไซไฟอวกาศทั่วไป ที่พระเอกจะมองเห็นมนุษย์ต่างดาว
หลากหลายชาติพันธุ์มารวมกันตามท้องถนน ส่วนฉากจำลองตลาดบ้านเรือน ที่สร้างฉากย้อนยุคถอยหลังไปได้พัน
กว่าปี ทำได้ไร้ที่ติ สมจริงมาก รวมถึงฉากภายในองค์พระด้วย

ถึงแม้ภาพจะดูเจือกลิ่นไอฮอลลีวู้ดแต่หนังก็ยังคงเอกลักษณ์ของหนัง จีนกำลังภายในไว้ในเรื่อง ฉากตาย ที่ไม่ว่า
ตัวละครจะโดนอาวุธ หรือฝ่ามืออะไร ตรงไหนของร่างกาย สุดท้ายก็ต้องเลือดออกปาก ในเรื่องนี้ตัวละครตัวหนึ่ง
โดนหอก พุ่งทะลุร่าง สองเล่ม แต่ก็ยังใช้วิชาตัวเบาหอบเอาอีกร่างที่สลบไปหลบศัตรูบนยอดไม้ไ้ด้อีก และยังขี่ม้า
หนีไปได้อีกหลายชั่วโมงกว่าจะตาย
ดารานำคนอื่นๆที่น่าพูดถึงก็มี หลิวเจียหลิง ดาราเจ้าบทบาท ที่อยู่ในวงการมานาน ดูเหมาะและเข้ากับบทบาท
"บูเช็คเทียน" เมื่ออยู่ในชุดทรงเธอสามารถเปล่งรัศมีที่ดูมีอำนาจน่าเกรงขามออกมาได้ดี

เหลียงเจียฮุยที่ไม่เห็นหน้าตาบนจอมานาน ก็มารับบทเด่นอีกเช่นกัน ในฐานะหัวหน้าคนงาน ที่มีแขนข้างหนึ่งเป็น
ตะขอและเป็นสหายเก่าแก่ของ ตี่เหรินเจี๋ย
เป็นหนังจีนฟอร์มใหญ่ มากcg ที่ดูได้ดีครับ ความสนุกพอประมาณ ฉากสวย อลังการ ดูจอใหญ่ก็ดีครับ พุธนี้คง
วันสุดท้ายแ้ล้วล่ะ เป็นหนังจีนที่ดูมีพัฒนาการไล่ตามฮอลลีวู้ดได้ใกล้เคียงอีกเรื่อง หนึ่ง สองชั่วโมงกว่าๆ ได้ดูหนัง
ย้อนยุคแนวสอบสวนบ้างก็ได้อรรถรสแปลกใหม่ ดีเหมือนกัน

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

#2 By (125.26.143.115|125.26.143.115) on 2014-09-02 15:35